
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในทิศทางที่ดี โดยนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจจะเข้ามาลงทุน แม้ภาพรวมตลาดจะได้รบผลกระทบจากจากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน 2569 รวมถึงมีความกังวลต่อเสถียรภาพการเมืองในระยะสั้นบ้าง แต่นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทยในระยะยาว ว่าจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้ต่อเนื่องได้ หนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ถึงเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยและส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินลงทุนจากต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) แต่ Earning Yield Gap ของดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่า 5% และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวเล็กน้อย สะท้อนว่า Valuation ยังไม่อยู่ในระดับตึงตัว สะท้อนว่าผลตอบแทนในตลาดยังสูง บวกกับ Dividend Yield หรืออัตราการจ่ายเงินปันผลยังสูง จึงน่าจะยังดึงดูดฟันด์โฟลว์ได้
ขณะเดียวกัน รายได้และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในทิศทางที่ดี โดยในครึ่งแรกปี 2569 กำไรเติบโต 22.2% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) โดยธุรกิจที่มีการเติบโตยังดึงดูดการลงทุนได้อยู่
และอีกปัจจัยที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ คือ การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เริ่มเห็นว่ามีเงินลงทุนจริงประมาณ 5 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งน่าจะหนุนให้มีการลงทุนในประเทศที่ลงทุนตามไปด้วย เพราะในที่สุดการไม่ขยายกิจการ ศักยถาพที่มีอาจจะจำกัดเพดานการเติบโตได้ จึงจำเป็นต้องลงทุนและนี่อาจจะเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยให้มีการโตแบบก้าวกระโดดของการลงทุน
สำหรับปริมาณการหุ้น IPO ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2569 ที่ค่อนข้างน้อย ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ได้เร่งดำเนินการร่วมกับหลายฝ่ายเพิ่มเพิ่มจำนวนหุ้นที่จะเข้า IPO ให้มากขึ้น โดยขณะที่อยู่ระหว่างปรับเกณฑ์ต่างๆ ให้เหมาะสมและเอื้อต่อการเข้ามาระดมทุน แม้การเพิ่มจำนวน IPO อาจไม่ทันในปีนี้ เพราะต้องใช้เวลาอีกระยะ แต่เชื่อว่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้ในระยะถัดไป
โดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ การเปิดทางให้บริษัทใน 10 อุตสาหกรรม New Economy ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข สามารถเข้าจดทะเบียนได้เร็วขึ้น โดยจะลดระยะเวลาการมีผลการดำเนินงาน (Track Record) จากเดิม 3 ปี เหลือ 1 ปี ขณะที่เดียวกันตลาดหลักทรัพย์ก็ร่วมกับ BOI ผ่านโครงการ BOI to IPO ซึ่งอาจพิจารณาให้บริษัทในธุรกิจขนาดใหญ่ในต่างประเทศที่มีมาตรฐานสากล ที่สนใจจะแยกธุรกิจมา IPO ในตลาดหุ้นไทยอาจพิจารณาให้มีกระบวนที่สะดวกขึ้น แต่ไม่ลดคุณภาพ จึงน่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่จะปรับให้บริษัทจดทะเบียนไทยมีธุรกิจใหม่เข้ามา IPO มากขึ้นได้
สรุปข่าว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในทิศทางที่ดี โดยนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจจะเข้ามาลงทุน แม้ภาพรวมตลาดจะได้รบผลกระทบจากจากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน 2569 รวมถึงมีความกังวลต่อเสถียรภาพการเมืองในระยะสั้นบ้าง แต่นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทยในระยะยาว ว่าจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้ต่อเนื่องได้ หนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ถึงเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยและส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินลงทุนจากต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) แต่ Earning Yield Gap ของดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่า 5% และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวเล็กน้อย สะท้อนว่า Valuation ยังไม่อยู่ในระดับตึงตัว สะท้อนว่าผลตอบแทนในตลาดยังสูง บวกกับ Dividend Yield หรืออัตราการจ่ายเงินปันผลยังสูง จึงน่าจะยังดึงดูดฟันด์โฟลว์ได้
ขณะเดียวกัน รายได้และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในทิศทางที่ดี โดยในครึ่งแรกปี 2569 กำไรเติบโต 22.2% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) โดยธุรกิจที่มีการเติบโตยังดึงดูดการลงทุนได้อยู่
และอีกปัจจัยที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ คือ การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เริ่มเห็นว่ามีเงินลงทุนจริงประมาณ 5 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งน่าจะหนุนให้มีการลงทุนในประเทศที่ลงทุนตามไปด้วย เพราะในที่สุดการไม่ขยายกิจการ ศักยถาพที่มีอาจจะจำกัดเพดานการเติบโตได้ จึงจำเป็นต้องลงทุนและนี่อาจจะเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยให้มีการโตแบบก้าวกระโดดของการลงทุน
สำหรับปริมาณการหุ้น IPO ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2569 ที่ค่อนข้างน้อย ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ได้เร่งดำเนินการร่วมกับหลายฝ่ายเพิ่มเพิ่มจำนวนหุ้นที่จะเข้า IPO ให้มากขึ้น โดยขณะที่อยู่ระหว่างปรับเกณฑ์ต่างๆ ให้เหมาะสมและเอื้อต่อการเข้ามาระดมทุน แม้การเพิ่มจำนวน IPO อาจไม่ทันในปีนี้ เพราะต้องใช้เวลาอีกระยะ แต่เชื่อว่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้ในระยะถัดไป
โดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ การเปิดทางให้บริษัทใน 10 อุตสาหกรรม New Economy ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข สามารถเข้าจดทะเบียนได้เร็วขึ้น โดยจะลดระยะเวลาการมีผลการดำเนินงาน (Track Record) จากเดิม 3 ปี เหลือ 1 ปี ขณะที่เดียวกันตลาดหลักทรัพย์ก็ร่วมกับ BOI ผ่านโครงการ BOI to IPO ซึ่งอาจพิจารณาให้บริษัทในธุรกิจขนาดใหญ่ในต่างประเทศที่มีมาตรฐานสากล ที่สนใจจะแยกธุรกิจมา IPO ในตลาดหุ้นไทยอาจพิจารณาให้มีกระบวนที่สะดวกขึ้น แต่ไม่ลดคุณภาพ จึงน่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่จะปรับให้บริษัทจดทะเบียนไทยมีธุรกิจใหม่เข้ามา IPO มากขึ้นได้
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จำนวนหุ้น IPO ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2569 นี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 10-15 บริษัท เทียบกับปีก่อนที่มีบริษัทเข้าจดทะเบียน 18 บริษัท ซึ่งต้นปีนี้ถึงปัจจุบัน มีบริษัทที่เสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนแล้ว 3 บริษัท และมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ (Approved) แล้ว 6 บริษัท
ส่วนอีก 6 บริษัทอยู่ในขั้นตอนยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงานก.ล.ต. ทำให้ปีนี้การ IPO อาจต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี แต่เชื่อว่าและปี 2570 ตลาด IPO จะคึกคักมากขึ้น เพราะยังมีดีล IPO ที่อยู่ระหว่างการพูดคุยหลายราย
นอกจากนี้ หลักเกณฑ์รับหลักทรัพย์ใหม่สำหรับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.2569 นี้ และมีเป้าหมายเปิดทางให้บริษัทในอุตสาหกรรมใหม่สามารถเข้าถึงตลาดทุนไทยได้มากขึ้น
รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังร่วมมือกับ ก.ล.ต. และชมรมวาณิชธนกิจ (IB Club) เพื่อเร่งลดระยะเวลาในกระบวนการ IPO จากปัจจุบันบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนมักใช้เวลาตั้งแต่ยื่น Filing จนถึงวันที่เข้าซื้อขายจะใช้เวลาประมาณ 165 วัน แต่ตอนนี้ได้เริ่มทดลองผ่าน Sandbox ให้ลดเหลือประมาณ 90 วัน ซึ่งทั้งหมดจะสนับสนุนให้ธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามาระดมทุนกันมากขึ้นได้
ด้าน นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคมจะพักฐานและเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ แต่ปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังมีสัญญาณสนับสนุน โดยด้านเศรษฐกิจ แม้ GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัวชะลอลง แต่มีการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ทั้งปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capex) ของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สะท้อนว่าแรงส่งจากการลงทุนมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง โดยกำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 22.2% จากปีก่อน โดยการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) อย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ SET Index มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีในระดับที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับหลายตลาด ขณะที่แรงขับเคลื่อนของตลาดเริ่มกระจายไปยังหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น
ทั้งนี้ ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม SET Index ปิดที่ 1,595.16 จุด ลดลง 1.8% จากเดือนก่อนหน้า แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 26.6% จากสิ้นปี 2568 โดยกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มทรัพยากรให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 75,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 69,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดย ณ สิ้นสิงหาคม 2569 มีผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 24,681 ล้านบาทในเดือนสิงหาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิ 51,183 ล้านบาท
,Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่ระดับ 14.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.2 เท่า ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่ระดับ 4.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.8%
- "หุ้นสหรัฐฯ" เสี่ยงแค่ไหน ? เมื่อ AI คือสตอรี่เดียว IPO ยักษ์ใหญ่ กับฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี
- IPO แห่งปี “3 บิ๊กเทค” เดิมพันคลื่น AI
- 10 อันดับ “IPO” ระดมทุนใหญ่สุดในโลก จนถึงปัจจุบัน
- ตลท.ปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่ คุม HFT ป้องผู้ลงทุน กัน MSCI ลดน้ำหนัก
- จับตา IPO ยักษ์ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกกำลังจะเกิดขึ้น
ที่มาข้อมูล : ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ที่มารูปภาพ : TNN
