IPO แห่งปี “3 บิ๊กเทค” เดิมพันคลื่น AI

Share on Line Share on Facebook Share on X

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก 3 แห่งกำลังเตรียมจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นับเป็นการเปิดฉากการแข่งขันที่ดุเดือดอีกครั้งในการชิงเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางความกระตือรือร้นของนักลงทุนที่จะมีส่วนร่วมในบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่งที่มีความสำคัญต่อกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก ทั้ง “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) ที่ไม่ได้ทำแค่ผลิตจรวด แต่มีแผนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในอวกาศที่จะเพิ่มศักยภาพด้าน AI รวมถึง “โอเพนเอไอ” (OpenAI) และ “แอนธรอปิก” (Anthropic) ผู้เล่นหลักในตลาด AI ที่ก่อนหน้านี้ต่างดำเนินธุรกิจแบบไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น


ในบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่งดังกล่าว SpaceX เตรียมเสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อสาธารณะ (IPO) เป็นแห่งแรกในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ขณะที่ทั้ง Anthropic และ OpenAI ต่างก็มีแผนจะทำ IPO ไล่เลี่ยกันในเดือนกันยายนหรือตุลาคม แต่ Anthropic ผู้พัฒนาแชตบอตอัจฉริยะ “คล็อด” (Claude) ได้ยื่นเอกสารแบบลับ (confidential filing) เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่อาจทำให้ Anthropic กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด AI รายแรกที่เข้าตลาดหุ้น ตัดหน้าคู่แข่งอย่าง OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมเอกสารขอทำ IPO 


การที่บริษัทเทคโนโลยีทั้ง 3 แห่งต้องการจดทะเบียนในตลาดหุ้น ก็เพราะต้องการเม็ดเงินมหาศาลสำหรับการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งเซิร์ฟเวอร์ Data Center ศูนย์พลังงาน และส่วนสนับสนุนต่าง ๆ ที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ซึ่งการเป็นบริษัทเอกชนทำให้ไม่มีทรัพยากรมากพอในการทำเช่นนั้น ถึงแม้จะมีการระดมทุนเป็นระยะ แต่การเข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อระดมทุนก้อนใหญ่จะทำให้มีเงินเพียงพอรับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นทุกวัน ทั้งนี้ “เรเนอซองส์ แคปิตอล” (Renaissance Capital) ประเมินว่า เงินทุนจากการเสนอขายหุ้น IPO ในสหรัฐฯ ปีนี้เบื้องต้นน่าจะมีมูลค่า 2.84 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างมากหากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ทั้ง 3 แห่งดังกล่าวจดทะเบียนในตลาดหุ้น ขณะเดียวกัน IPO ทั้ง 3 ครั้งนี้ก็จะเพิ่มมูลค่าให้กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกหลายล้านล้านดอลลาร์ จากที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่แล้วจากกระแสบูมของ AI


สำหรับ SpaceX ที่ควบรวมกิจการกับ xAI ธุรกิจด้าน AI ของเจ้าของเดียวกันอย่าง “อีลอน มัสก์” เมื่อต้นปีนี้ คาดว่ามูลค่าบริษัทน่าจะอยู่แถว 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ขยับขึ้นจาก 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน โดยอิงตามแผนล่าสุดที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ ซึ่งเตรียมขายหุ้นจำนวน 555.6 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 135 ดอลลาร์ จะทำให้ระดมทุนได้มากสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำลายสถิติเดิมของ “ซาอุดี อารามโก” ที่ทำไว้ 2.94 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2562


ส่วน OpenAI ที่มีแผนจะทำ IPO ราวเดือนกันยายนปีนี้ ตั้งเป้าหมายมูลค่าบริษัทอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากเมื่อเดือนเมษายนเพิ่งเสร็จสิ้นการระดมทุนครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.22 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุนขยับแตะ 8.52 แสนล้านดอลลาร์ 


ด้าน Anthropic วางแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เร็วที่สุดในเดือนตุลาคม โดยตั้งเป้าที่จะระดมทุนมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก SpaceX ปัจจุบัน Anthropic มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ ครองตำแหน่งสตาร์ตอัปด้าน AI ที่มีมูลค่ามากสุดในโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจาก 3.80 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน โดยได้แรงหนุนจากรายได้และการใช้งาน AI โมเดล “คล็อด” (Claude) อย่างแพร่หลาย

สรุปข่าว

จับตา 3 ยักษ์เทคโนโลยีระดับโลกทำ IPO ขนาดใหญ่ในปีนี้ คาดหนุนมูลค่าบริษัทสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ เริ่มด้วย SpaceX ในวันที่ 12 มิ.ย. ตามด้วย Anthropic และ OpenAI ช่วง ก.ย. ไม่เพียงปลุกการแข่งขันในตลาด AI ที่ดุเดือด แต่ยังเป็นบททดสอบตลาดหุ้นว่าพร้อมสำหรับการลงทุนเหนือคลื่น AI หรือไม่

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก 3 แห่งกำลังเตรียมจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นับเป็นการเปิดฉากการแข่งขันที่ดุเดือดอีกครั้งในการชิงเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางความกระตือรือร้นของนักลงทุนที่จะมีส่วนร่วมในบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่งที่มีความสำคัญต่อกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก ทั้ง “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) ที่ไม่ได้ทำแค่ผลิตจรวด แต่มีแผนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในอวกาศที่จะเพิ่มศักยภาพด้าน AI รวมถึง “โอเพนเอไอ” (OpenAI) และ “แอนธรอปิก” (Anthropic) ผู้เล่นหลักในตลาด AI ที่ก่อนหน้านี้ต่างดำเนินธุรกิจแบบไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น


ในบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่งดังกล่าว SpaceX เตรียมเสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อสาธารณะ (IPO) เป็นแห่งแรกในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ขณะที่ทั้ง Anthropic และ OpenAI ต่างก็มีแผนจะทำ IPO ไล่เลี่ยกันในเดือนกันยายนหรือตุลาคม แต่ Anthropic ผู้พัฒนาแชตบอตอัจฉริยะ “คล็อด” (Claude) ได้ยื่นเอกสารแบบลับ (confidential filing) เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่อาจทำให้ Anthropic กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด AI รายแรกที่เข้าตลาดหุ้น ตัดหน้าคู่แข่งอย่าง OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมเอกสารขอทำ IPO 


การที่บริษัทเทคโนโลยีทั้ง 3 แห่งต้องการจดทะเบียนในตลาดหุ้น ก็เพราะต้องการเม็ดเงินมหาศาลสำหรับการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งเซิร์ฟเวอร์ Data Center ศูนย์พลังงาน และส่วนสนับสนุนต่าง ๆ ที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ซึ่งการเป็นบริษัทเอกชนทำให้ไม่มีทรัพยากรมากพอในการทำเช่นนั้น ถึงแม้จะมีการระดมทุนเป็นระยะ แต่การเข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อระดมทุนก้อนใหญ่จะทำให้มีเงินเพียงพอรับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นทุกวัน ทั้งนี้ “เรเนอซองส์ แคปิตอล” (Renaissance Capital) ประเมินว่า เงินทุนจากการเสนอขายหุ้น IPO ในสหรัฐฯ ปีนี้เบื้องต้นน่าจะมีมูลค่า 2.84 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างมากหากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ทั้ง 3 แห่งดังกล่าวจดทะเบียนในตลาดหุ้น ขณะเดียวกัน IPO ทั้ง 3 ครั้งนี้ก็จะเพิ่มมูลค่าให้กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกหลายล้านล้านดอลลาร์ จากที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่แล้วจากกระแสบูมของ AI


สำหรับ SpaceX ที่ควบรวมกิจการกับ xAI ธุรกิจด้าน AI ของเจ้าของเดียวกันอย่าง “อีลอน มัสก์” เมื่อต้นปีนี้ คาดว่ามูลค่าบริษัทน่าจะอยู่แถว 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ขยับขึ้นจาก 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน โดยอิงตามแผนล่าสุดที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ ซึ่งเตรียมขายหุ้นจำนวน 555.6 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 135 ดอลลาร์ จะทำให้ระดมทุนได้มากสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำลายสถิติเดิมของ “ซาอุดี อารามโก” ที่ทำไว้ 2.94 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2562


ส่วน OpenAI ที่มีแผนจะทำ IPO ราวเดือนกันยายนปีนี้ ตั้งเป้าหมายมูลค่าบริษัทอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากเมื่อเดือนเมษายนเพิ่งเสร็จสิ้นการระดมทุนครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.22 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุนขยับแตะ 8.52 แสนล้านดอลลาร์ 


ด้าน Anthropic วางแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เร็วที่สุดในเดือนตุลาคม โดยตั้งเป้าที่จะระดมทุนมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก SpaceX ปัจจุบัน Anthropic มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ ครองตำแหน่งสตาร์ตอัปด้าน AI ที่มีมูลค่ามากสุดในโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจาก 3.80 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน โดยได้แรงหนุนจากรายได้และการใช้งาน AI โมเดล “คล็อด” (Claude) อย่างแพร่หลาย

หากแยกพิจารณาธุรกิจรายบริษัท ในส่วนของ SpaceX ซึ่งแสดงหนังสือชี้ชวนเบื้องต้นต่อสาธารณะ ทำให้นักลงทุนได้เห็นภาพรวมทางการเงินของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 SpaceX ขาดทุน 4.28 พันล้านดอลลาร์ ถึงแม้จะมีรายได้ราว 4.69 พันล้านดอลลาร์ สำหรับตัวเลขทั้งปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 1.867 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ขาดทุน 4.94 พันล้านดอลลาร์ 


SpaceX ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 โดยสร้างชื่อเสียงในฐานะผู้ให้บริการปล่อยจรวดและบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมภายใต้แบรนด์ “สตาร์ลิงก์” (Starlink) และการควบรวมกิจการกับ xAI ก็เพราะ “อีลอน มัสก์” พยายามจะปรับเปลี่ยนโมเดลสู่ธุรกิจ AI ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการตั้ง Data Center ในอวกาศ นี่ทำให้การลงทุนในไตรมาสแรกของปีนี้ ยังเน้นด้าน AI มากถึง 7.72 พันล้านดอลลาร์ ส่วนธุรกิจอวกาศอยู่ที่ 1.05 พันล้านดอลลาร์ และธุรกิจสื่อสาร (connectivity) 1.33 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแนวโน้มการลงทุนด้าน AI จะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 


หากการทำ IPO ระดมทุนได้ตามที่ตั้งเป้า มูลค่าบริษัทที่แตะ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ จะทำให้ SpaceX กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากสุดอันดับ 7 ของโลก แซงหน้า “เทสลา” (Tesla) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ “มัสก์” รวมถึง “เมตา แพลตฟอร์มส์” (Meta) และ “มัสก์” ซึ่งถือหุ้นประมาณร้อยละ 42 ใน SpaceX จะขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก จากความรวย 8.41 แสนล้านดอลลาร์ใน SpaceX และอีก 3 แสนล้านดอลลาร์จากการถือหุ้นใน “เทสลา”


Anthropic ซึ่งยื่นเอกสารต่อทางการในการทำ IPO และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน-ตุลาคม แต่ยังไม่มีการเปิดเผยถึงจำนวนหุ้นที่จะเสนอขายและยังไม่ได้เคาะราคา แต่การชิงเดินเกมเร็วของ Anthropic ก็สะท้อนความต้องการเอาชนะคู่แข่งหลักอย่าง OpenAI ที่เตรียมทำ IPO ในเวลาไล่เลี่ยกัน 


ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด พบว่า ไตรมาส 1 ปีนี้ Anthropic ทำรายได้แบบ Run Rate หรือคาดการณ์รายได้ตลอดทั้งปีโดยอิงจากตัวเลขในช่วงเวลาสั้น ๆ อยู่ที่ 4.8 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าในไตรมาส 2 จะขยับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว อยู่ที่ 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่การประเมินรายได้ต่อปีของบริษัทอยู่ที่ 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 47 เท่าเมื่อเทียบจากปี 2567


อย่างไรก็ตาม Anthropic ต้องเผชิญกับช่วงเวลายากลำบากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อพิพาทกับเพนตากอน หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ขณะที่การเปิดตัวโมเดล AI ล่าสุด “ไมทอส” (Mythos)  ก็ทำได้ในวงจำกัด แต่ก็ยังสามารถทำผลงานได้ดีเพราะการใช้งานที่แพร่หลายของโมเดล Claude ซึ่งขณะนี้มีผู้ใช้งานรายเดือนทั่วโลก 56 ล้านคน โดยการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งานรายเดือนเมื่อเทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณร้อยละ 640

กรณีของ OpenAI ก็กำลังเตรียมยื่นทำ IPO ที่น่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ซึ่งที่ผ่านมา OpenAI เป็นที่รู้จักหลังการเปิดตัวแชตบอตอัจฉริยะ “แชตจีพีที” (ChatGPT) เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 จนสร้างความนิยมใช้ไปทั่วโลก และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ChatGPT มียอดผู้ใช้งานรายเดือนทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านราย นับเป็นแอปพลิเคชันที่ทำสถิติดังกล่าวได้เร็วที่สุดโดยใช้เวลาประมาณ 3 ปีหลังจากการเปิดตัว


แต่บริษัทก็เผชิญปัญหาจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก The Information ระบุว่า OpenAI ทำรายได้ 5.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ แต่กลับขาดทุน 1.22 ดอลลาร์สำหรับทุก ๆ ดอลลาร์ที่ใช้ไป แม้ตัวเลขเหล่านี้จะไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจาก OpenAI ไม่เปิดเผยรายละเอียดทางการเงิน แต่ก็สะท้อนชัดว่า พลังการประมวลผลในการขับเคลื่อน ChatGPT มีราคาแพง และไม่ได้ถูกลงเมื่อมีการใช้งานเพิ่มขึ้น 


ขณะเดียวกันก็เผชิญกับความท้าทายจากโครงสร้างองค์กรที่แตกต่าง เนื่องจากก่อตั้งในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไร จนเป็นที่มาของปัญหาพิพาททางกฎหมายกับ “มัสก์” ซึ่งอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คดี และเพิ่มความสำคัญในการแข่งขันด้าน IPO ครั้งนี้ 


บริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ต้องการเม็ดเงินสำหรับลงทุนมหาศาล ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยเฉพาะ Data Center เพื่อให้มีกำลังการประมวลผลที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาและใช้งานโมเดลใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง การจดทะเบียนในตลาดหุ้นจึงเป็นทางเลือกที่บริษัทต่าง ๆ ต้องการ และการทำ IPO เหล่านี้จะเป็นบททดสอบความต้องการของนักลงทุนต่อ AI ซึ่งที่ผ่านมาหุ้นกลุ่ม AI เติบโตแบบก้าวกระโดด


ทั้งนี้ เมื่อเทียบดัชนี MSCI ทั่วไปและกลุ่ม AI ระหว่างปี 2565-ปัจจุบัน พบว่า MSCI กลุ่ม AI เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 130 ส่วน MSCI ทั่วไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 49.4 ซึ่งการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของเหล่ายักษ์ AI จะเป็นการเปิดตัวในตลาดหุ้นที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงดัชนีมาตรฐาน กระแสเงินทุน และภาพรวมที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ที่มาข้อมูล : Reuters, CNN, CNBC, AlJazeera, The Hill, Yahoo Finance, The Guardian,

ที่มารูปภาพ : TNN