ภาคก่อสร้างไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเม็ดเงินลงทุนภาครัฐที่ลดลง ตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งยังฟื้นตัวได้จำกัด และต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในระดับสูง ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่บริษัทรับเหมาก่อสร้าง แต่กำลังส่งต่อไปยังผู้ผลิตวัสดุ ผู้รับเหมาช่วง แรงงาน ร้านค้า และธุรกิจตลอดห่วงโซ่อสังหาริมทรัพย์
SCB EIC ประเมินว่า งบลงทุนในงบประมาณประจำปี 2570 อยู่ที่กว่า 490,000 ล้านบาท ลดลงประมาณ 13% จากปีก่อน โดยหน่วยงานสำคัญด้านก่อสร้าง เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน และกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลงในระดับสองหลัก
ผลจากงบลงทุนที่ลดลงทำให้ SCB EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐปี 2570 จะหดตัวประมาณ 5% เหลือราว 927,000 ล้านบาท สวนทางกับปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 5%
เมื่อเม็ดเงินและจำนวนโครงการลดลง ผู้รับเหมาที่พึ่งพางานภาครัฐสูงจึงมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันประมูลที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา ซึ่งอาจยิ่งกดอัตรากำไรของธุรกิจ
เอกชนโตไม่ถึง 1% บ้านเปิดใหม่เหลือ 44,000 หน่วย
ปัญหาคือในจังหวะที่งานภาครัฐชะลอตัว ภาคเอกชนยังไม่แข็งแรงพอที่จะเข้ามาชดเชยได้ทั้งหมด
SCB EIC คาดว่า มูลค่าก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 598,000 ล้านบาท โดยทรงตัวหรือขยายตัวไม่เกิน 1% แม้ยังมีแรงสนับสนุนจากอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และโรงงานอุตสาหกรรม แต่ตลาดที่อยู่อาศัยยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อ และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ภาพดังกล่าวเห็นชัดจากจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ช่วงปี 2016–2023 เคยมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เฉลี่ย 100,647 หน่วยต่อปี ก่อนลดลงเหลือเฉลี่ย 51,472 หน่วยต่อปี ในช่วงปี 2024–2025 เท่ากับว่าปริมาณโครงการใหม่ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง
สำหรับปี 2569–2570 SCB EIC ประเมินว่าการเปิดโครงการใหม่จะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องที่ประมาณ 44,000 กว่าหน่วยต่อปี
นี่จึงเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านและคอนโด รวมถึงผู้ผลิตวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ ผู้รับเหมาระบบ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
สรุปข่าว
ภาคก่อสร้างไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเม็ดเงินลงทุนภาครัฐที่ลดลง ตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งยังฟื้นตัวได้จำกัด และต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในระดับสูง ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่บริษัทรับเหมาก่อสร้าง แต่กำลังส่งต่อไปยังผู้ผลิตวัสดุ ผู้รับเหมาช่วง แรงงาน ร้านค้า และธุรกิจตลอดห่วงโซ่อสังหาริมทรัพย์
SCB EIC ประเมินว่า งบลงทุนในงบประมาณประจำปี 2570 อยู่ที่กว่า 490,000 ล้านบาท ลดลงประมาณ 13% จากปีก่อน โดยหน่วยงานสำคัญด้านก่อสร้าง เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน และกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลงในระดับสองหลัก
ผลจากงบลงทุนที่ลดลงทำให้ SCB EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐปี 2570 จะหดตัวประมาณ 5% เหลือราว 927,000 ล้านบาท สวนทางกับปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 5%
เมื่อเม็ดเงินและจำนวนโครงการลดลง ผู้รับเหมาที่พึ่งพางานภาครัฐสูงจึงมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันประมูลที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา ซึ่งอาจยิ่งกดอัตรากำไรของธุรกิจ
เอกชนโตไม่ถึง 1% บ้านเปิดใหม่เหลือ 44,000 หน่วย
ปัญหาคือในจังหวะที่งานภาครัฐชะลอตัว ภาคเอกชนยังไม่แข็งแรงพอที่จะเข้ามาชดเชยได้ทั้งหมด
SCB EIC คาดว่า มูลค่าก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 598,000 ล้านบาท โดยทรงตัวหรือขยายตัวไม่เกิน 1% แม้ยังมีแรงสนับสนุนจากอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และโรงงานอุตสาหกรรม แต่ตลาดที่อยู่อาศัยยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อ และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ภาพดังกล่าวเห็นชัดจากจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ช่วงปี 2016–2023 เคยมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เฉลี่ย 100,647 หน่วยต่อปี ก่อนลดลงเหลือเฉลี่ย 51,472 หน่วยต่อปี ในช่วงปี 2024–2025 เท่ากับว่าปริมาณโครงการใหม่ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง
สำหรับปี 2569–2570 SCB EIC ประเมินว่าการเปิดโครงการใหม่จะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องที่ประมาณ 44,000 กว่าหน่วยต่อปี
นี่จึงเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านและคอนโด รวมถึงผู้ผลิตวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ ผู้รับเหมาระบบ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
ต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่ง 20% พลาสติกหนักสุด 37%
ในจังหวะที่ปริมาณงานกำลังลดลง ผู้ประกอบการกลับต้องเผชิญอีกปัญหาคือ ต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น
ttb analytics ประเมินว่า ในปี 2569 ต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีก่อน โดยมีแรงกดดันสำคัญจากพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ ท่ามกลางความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผลิตภัณฑ์พลาสติก เช่น ท่อ PVC และแผ่นอะคริลิก ซึ่งคาดว่าต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 37% เนื่องจาก Light Naphtha ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้น มีสัดส่วนมากกว่า 50% ของต้นทุนการผลิตพลาสติก
ส่วนเคมีภัณฑ์ เช่น สีทาบ้านและสารเคลือบ คาดว่าต้นทุนเพิ่ม 29% ผลิตภัณฑ์โลหะเพิ่ม 25% และคอนกรีตกับผลิตภัณฑ์เพิ่มประมาณ 11%
สถานการณ์จึงกลายเป็นแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ “งานลด แต่ต้นทุนเพิ่ม”
สำหรับผู้รับเหมาที่ทำสัญญาราคาคงที่และไม่มีเงื่อนไขปรับราคาวัสดุ ความเสี่ยงจะยิ่งสูง เพราะหากราคาวัตถุดิบปรับขึ้นระหว่างก่อสร้าง ผู้รับเหมาอาจต้องรับภาระส่วนต่างด้วยตัวเอง
ผู้รับเหมารายเล็กเจอวิกฤตเงินสด
ความเสี่ยงไม่ได้อยู่เฉพาะกำไรจากแต่ละโครงการ แต่กำลังลามไปถึง สภาพคล่อง
ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า งานก่อสร้างถนนภาครัฐลดลงประมาณ 30–40% หลังงบประมาณปี 2569 ลดจากราว 60,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 40,000 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2570 ยังมีแนวโน้มลดลงอีก
เมื่องานใหม่เข้าสู่ตลาดน้อย ผู้รับเหมาจำนวนมากจึงต้องแข่งขันกันในโครงการที่มีจำกัด การลดราคาเพื่อชนะประมูลอาจช่วยรักษารายได้ แต่ก็ทำให้ Margin บางลง และเพิ่มความเสี่ยงขาดทุนหากต้นทุนจริงสูงกว่าที่คำนวณไว้
ปัญหายิ่งหนักสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องสำรองเงินซื้อวัสดุ จ่ายค่าแรง และวางหลักประกันก่อนจะได้รับเงินตามงวดงาน
รายงานสถานการณ์ผู้รับเหมาระบุว่า สถาบันการเงินยังระมัดระวังการให้สินเชื่อ โดยผู้ประกอบการรายเล็กที่ขาดหลักประกันและเงินทุนหมุนเวียนได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ขณะที่ซัพพลายเออร์บางส่วนลดเครดิตเทอมและหันมาเรียกเก็บเงินสดเร็วขึ้น ทำให้ช่องว่างกระแสเงินสดของผู้รับเหมากว้างขึ้น
SME กำไรเพียง 1% เจอต้นทุนพลาสติกพุ่ง 37%
ผลกระทบจากภาวะก่อสร้างชะลอตัวยังส่งต่อไปถึงผู้ผลิตวัสดุขนาดกลางและขนาดเล็ก
ttb analytics ระบุว่า ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างประเภทพลาสติกขนาดกลางและเล็ก เช่น ท่อ PVC และแผ่นอะคริลิก มีรายได้รวมประมาณ 6,300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 48% ของรายได้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างประเภทพลาสติกทั้งหมด แต่มี อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยในช่วง 5 ปีเพียงประมาณ 1%
เมื่อฐานกำไรเดิมบางอยู่แล้ว การที่ต้นทุนการผลิตปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มถึง 37% จึงสร้างความเปราะบางอย่างมาก
ในภาวะปกติ ผู้ผลิตสามารถผลักต้นทุนบางส่วนไปยังราคาขาย แต่เมื่อความต้องการจากตลาดที่อยู่อาศัยอ่อนแอ การขึ้นราคาก็ทำได้จำกัด เพราะผู้ซื้อสามารถเปลี่ยนผู้ขายหรือเลือกสินค้าทดแทนได้
ผู้ผลิตจึงติดอยู่ระหว่างสองทางเลือก คือ ขึ้นราคาแล้วเสี่ยงเสียลูกค้า หรือไม่ขึ้นราคาแล้วรับกำไรที่ลดลง
งานน้อย-ต้นทุนสูง-สินเชื่อตึง เสี่ยงธุรกิจถอนตัว
เมื่อปัจจัยทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกัน ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่กำไรลดลง
ผู้ประกอบการบางรายอาจต้องลดจำนวนโครงการ เลือกรับเฉพาะงานที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือหลีกเลี่ยงสัญญาที่ล็อกราคาเป็นเวลานาน ขณะที่รายที่มีฐานะทางการเงินอ่อนแออาจไปถึงขั้นหยุดรับงานหรือถอนตัวออกจากตลาด
ผลกระทบจะส่งต่อเป็นลูกโซ่ เพราะบริษัทรับเหมาก่อสร้างหนึ่งแห่งไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่เชื่อมโยงกับผู้รับเหมาช่วง ร้านวัสดุ ผู้ผลิต แรงงาน รถขนส่ง และธุรกิจท้องถิ่นจำนวนมาก
โดยเฉพาะงานถนนและโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่เป็นแหล่งหมุนเวียนรายได้สำคัญในต่างจังหวัด การลดงบประมาณจึงไม่ได้หมายถึงเงินหายจากบริษัทรับเหมาหลักเท่านั้น แต่หมายถึง เม็ดเงินที่หมุนเวียนตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจท้องถิ่นลดลงด้วย
ทางรอดผู้รับเหมา 2027 ต้องเลือกงาน-คุมเงินสด
ภายใต้สถานการณ์ที่ปริมาณงานลดลงและต้นทุนยังสูง กลยุทธ์แข่งขันด้วย “ราคาถูก” เพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงมากขึ้น
SCB EIC แนะนำให้ผู้รับเหมาปรับตัวทั้งการกระจายประเภทงาน สร้างพันธมิตรเพื่อเข้าถึงงานใหม่ วางแผนจัดซื้อวัสดุล่วงหน้า กระจายซัพพลายเออร์ และรักษาสมดุลระหว่างงานภาครัฐกับเอกชน เพื่อบริหารกระแสเงินสดและลดการพึ่งพาลูกค้ากลุ่มเดียว
สำหรับ SME เรื่องสภาพคล่องจะยิ่งมีความสำคัญ เพราะในธุรกิจที่กำไรสุทธิบางกลุ่มเหลือเพียงประมาณ 1% ความผิดพลาดด้านต้นทุนเพียงเล็กน้อยสามารถลบกำไรของทั้งโครงการได้
ดังนั้น ปี 2027 อาจไม่ใช่ปีของการเร่งรับงานให้ได้มากที่สุด แต่เป็นปีของการ “เลือกงานให้แม่น คุมต้นทุนให้ได้ และรักษาเงินสดให้อยู่”
ภาพใหญ่ของภาคก่อสร้างไทยจึงกำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าการชะลอตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการเผชิญพร้อมกันทั้ง งานรัฐลด ตลาดบ้านยังไม่ฟื้น ต้นทุนสูง สินเชื่อตึง และ SME เปราะบาง
หากสถานการณ์เหล่านี้ยืดเยื้อ ความเสี่ยงในปี 2570 อาจไม่ได้จบที่ยอดก่อสร้างหดตัว แต่สามารถลุกลามไปสู่การลดกำลังผลิต การจ้างงาน และการถอนตัวของผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในวงกว้าง
ที่มาข้อมูล : SCB EIC, ttb analytics, สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ที่มารูปภาพ : chatgpt
