ค่ารักษาข้าราชการ 4.89 ล้านคน ทะลุแสนล้านบาท

Share on Line Share on Facebook Share on X

“สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ” เป็นหนึ่งในรายจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่ถูกจัดอยู่ในหมวด “รายจ่ายที่ยากต่อการลดทอน”  โดยรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2568 (ฉบับสมบูรณ์เผยแพร่โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569)   ที่รัฐบาลต้องระมัดระวังในระยะปานกลาง และ/หรือต่อเนื่องไปในระยะยาว  เนื่องจากสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา 


โดยยอดการเบิกจ่ายจริงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสูงกว่าวงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้อย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะช่วง 5 ปีที่ผ่านมายอดเบิกจ่ายจริงทะลุ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรกในปีงบประมาณ 2567 จากที่ตั้งวงเงินงบประมาณไว้ที่  79,565 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 106,557 ล้านบาท สูงกว่างบประมาณถึง 26,992 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2568 ตั้งวงเงินงบประมาณไว้ที่ 93,800 ล้านบาท แต่ยอดเบิกจ่ายจริงอยู่ที่ 106,740 ล้านบาท  สูงกว่างบประมาณที่ตั้ง 12,940 ล้านบาท 


สำหรับปีงบประมาณ 2569 ตั้งวงเงินงบประมาณไว้ที่  94,200 ล้านบาท แต่ข้อมูลล่าสุดช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ  มียอดการเบิกจ่ายทะลุงบประมาณที่ตั้งไว้ไปแล้ว หรือเบิกจ่ายจริงไปแล้ว 94,273 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าสิ้นปีงบประมาณยอดรวมอาจทะลุ 100,000 ล้านบาทต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 



นอกจากนี้ ยังพบว่าการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการส่วนใหญ่เป็นการเบิกจ่ายกรณี “ผู้ป่วยนอก” ค่อนข้างสูงมากกว่ากรณี “ผู้ป่วยใน”  โดยจากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 4 ปีที่ผ่านมา (2565-2568) พบว่ายอดเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกสูงกว่าผู้ป่วยในราว 3 เท่า และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 


โดยปีงบประมาณ 2565 เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในอยู่ที่ 20,124 ล้านบาท และผู้ป่วยนอก 60,339 ล้านบาท  ปีงบประมาณ 2566 เบิกจ่ายผู้ป่วยใน 27,387 ล้านบาท และผู้ป่วยนอก 69,120 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2567 เบิกจ่ายผู้ป่วยใน 28,020 ล้านบาท และผู้ป่วยนอก  78,536 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2568 เบิกจ่ายผู้ป่วยใน 26,752 ล้านบาท และผู้ป่วยนอก 79,987 ล้านบาท     

สรุปข่าว

ส่องงบฯสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ 4.89 ล้านคน จ่อทะลุ 1 แสนล้านบาทต่อเนื่อง 3 ปี แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยงทางการคลัง พร้อมเปิดข้อมูลผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล พบส่วนใหญ่เป็นบุคคลในครอบครัวมากกว่าเจ้าของสิทธิ และเกือบครึ่งเป็นผู้สูงอายุ

“สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ” เป็นหนึ่งในรายจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่ถูกจัดอยู่ในหมวด “รายจ่ายที่ยากต่อการลดทอน”  โดยรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2568 (ฉบับสมบูรณ์เผยแพร่โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569)   ที่รัฐบาลต้องระมัดระวังในระยะปานกลาง และ/หรือต่อเนื่องไปในระยะยาว  เนื่องจากสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา 


โดยยอดการเบิกจ่ายจริงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสูงกว่าวงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้อย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะช่วง 5 ปีที่ผ่านมายอดเบิกจ่ายจริงทะลุ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรกในปีงบประมาณ 2567 จากที่ตั้งวงเงินงบประมาณไว้ที่  79,565 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 106,557 ล้านบาท สูงกว่างบประมาณถึง 26,992 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2568 ตั้งวงเงินงบประมาณไว้ที่ 93,800 ล้านบาท แต่ยอดเบิกจ่ายจริงอยู่ที่ 106,740 ล้านบาท  สูงกว่างบประมาณที่ตั้ง 12,940 ล้านบาท 


สำหรับปีงบประมาณ 2569 ตั้งวงเงินงบประมาณไว้ที่  94,200 ล้านบาท แต่ข้อมูลล่าสุดช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ  มียอดการเบิกจ่ายทะลุงบประมาณที่ตั้งไว้ไปแล้ว หรือเบิกจ่ายจริงไปแล้ว 94,273 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าสิ้นปีงบประมาณยอดรวมอาจทะลุ 100,000 ล้านบาทต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 



นอกจากนี้ ยังพบว่าการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการส่วนใหญ่เป็นการเบิกจ่ายกรณี “ผู้ป่วยนอก” ค่อนข้างสูงมากกว่ากรณี “ผู้ป่วยใน”  โดยจากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 4 ปีที่ผ่านมา (2565-2568) พบว่ายอดเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกสูงกว่าผู้ป่วยในราว 3 เท่า และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 


โดยปีงบประมาณ 2565 เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในอยู่ที่ 20,124 ล้านบาท และผู้ป่วยนอก 60,339 ล้านบาท  ปีงบประมาณ 2566 เบิกจ่ายผู้ป่วยใน 27,387 ล้านบาท และผู้ป่วยนอก 69,120 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2567 เบิกจ่ายผู้ป่วยใน 28,020 ล้านบาท และผู้ป่วยนอก  78,536 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2568 เบิกจ่ายผู้ป่วยใน 26,752 ล้านบาท และผู้ป่วยนอก 79,987 ล้านบาท     

สาเหตุสำคัญที่ทำให้งบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักมาจากจำนวนผู้มีสิทธิในระบบสวัสดิการข้าราชการที่มีจำนวนมากเกือบ 5 ล้านคน 


โดยข้อมูลล่าสุดของผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 4,896,780 คน แบ่งเป็นเจ้าของสิทธิ จำนวน 2,308,765 คน คิดเป็นร้อยละ 47.15 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด  และบุคคลในครอบครัว 2,588,051 คน คิดเป็นร้อยละ 52.85 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนสูงกว่าเจ้าของสิทธิ 


ทั้งนี้ “เจ้าของสิทธิ” ประกอบด้วย  ข้าราชการจำนวน 1,359,188 คน คิดเป็นร้อยละ 58.87 ของจำนวนเจ้าของสิทธิหรือคิดเป็นร้อยละ 27.76 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญจำนวน 921,591 คน คิดเป็นร้อยละ 39.92 ของจำนวนเจ้าของสิทธิ หรือคิดเป็นร้อยละ 16.82 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด  และลูกจ้างประจำจำนวน 27,986 คน คิดเป็นร้อยละ 1.21 ของจำนวนเจ้าของสิทธิหรือคิดเป็นร้อยละ 0.57 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด


ส่วน “บุคคลในครอบครัว” ประกอบด้วย บิดามารดาจำนวน 1,380,370 คน คิดเป็นร้อยละ 53.34 ของจำนวนบุคคลในครอบครัว หรือคิดเป็นร้อยละ 28.19 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด  คู่สมรสจำนวน 550,800 คน คิดเป็นร้อยละ 21.28 ของจำนวนบุคคลในครอบครัว หรือคิดเป็นร้อยละ 11.25 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด  และบุตร จำนวน 656,845 คน คิดเป็นร้อยละ 25.38 ของจำนวนบุคคลในครอบครัว หรือคิดเป็นร้อยละ 13.41 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด



นอกจากจำนวนผู้มีสิทธิรับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่มีเพิ่มขึ้นมากแล้ว ยังพบว่าโครงสร้างอายุของผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยที่มีอายุ 61 ปีขึ้นไป ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด และมักมีค่าใช้จ่ายสูงในช่วงท้ายของชีวิต รวมถึงการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก  


โดยข้อมูลผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จำแนกตามช่วงอายุ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า ช่วงอายุตั้งแต่ 61 ปีขึ้นไปจำนวน 2,072,297 คน  หรือคิดเป็นร้อยละ 42.38 ของผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการทั้งหมด  รองลงมาคือช่วงอายุ 41-60 ปี จำนวน 1,373,467 คน คิดเป็นร้อยละ 28.05 ของผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการทั้งหมด ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย



สำหรับสถิติผลการเบิกจ่ายค่ายาในระบบการเบิกจ่ายตรง สูงสุด 10 อันดับแรก ในปีงบประมาณ 2568 มีดังนี้ 


อันดับ 1 .โรคเส้นเลือดในสมองแตก/อุดตัน 7,791.16 ล้านบาท  จำนวน 2,036,807 ราย 

อันดับ 2. โรคเบาหวาน 6,202.11 ล้านบาท  จำนวน 610,724 ล้านบาท

อันดับ 3. โรคไขมันในหลอดเลือดสูง 3,487.50 ล้านบาท จำนวน 1,597,941 ราย 

อันดับ 4. โรคความดันโลหิตสูง 3,308.80 ล้านบาท จำนวน 1,441,861 ล้านบาท 

อันดับ 5. โรคหัวใจล้มเหลว 2,313.13 ล้านบาท จำนวน 1,132,592 ราย

อันดับ 6. โรคมะเร็ง 2,040.80 ล้านบาท จำนวน 85,385 ราย 

อันดับ 7. โรคไตวายเรื้อรัง 958.30 ล้านบาท จำนวน 722,941 ราย 

อันดับ 8. โรคถุงลมโป่งพอง 842.97 ล้านบาท จำนวน 890,682 ราย 

อันดับ 9. โรคผิวหนังพุพองเรื้อรัง 707.65 ล้านบาท จำนวน 780,386 ราย 

และอันดับ 10.โรคเรื้อนกวาง 628.94 ล้านบาท จำนวน 925,610 ราย


จะเห็นว่า 3 อันดับโรคเบิกจ่ายค่ายามากที่สุด คือ เส้นเลือดในสมองอุดตัน ความดันโลหิต และเบาหวาน  เป็นกลุ่มโรคติดต่อไม่เรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาพยาบาลในกลุ่มนี้ทั้งระบบจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณรวมกันกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี





จากสถิติการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และสัญญาณเตือนภัยจากรายงานความเสี่ยงทางการคลังนั้น  ล่าสุด “กรมบัญชีกลาง”  ได้ดำเนินการเตรียมปรับปรุงหลักเกณฑ์ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม- 17 กันยายน 2569  ผ่านทางออนไลน์เว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (LAW)


โดยหลักการสำคัญในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ  4 ประเด็น 


 1. กำหนดให้สถานพยาบาลที่จะสามารถใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงระบบการเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว และสามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ


2. กำหนดให้ผู้มีสิทธิมีหน้าที่และความรับผิดชอบในพฤติกรรมของบุคคลในครอบครัวในการใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล มิให้มีการใช้สิทธิอย่างไม่สมควรหรือโดยมิชอบ


3. กำหนดให้ผู้มีสิทธิมีอิสระในการเลือกให้บุคคลในครอบครัวบุคคลใดสามารถใช้สิทธิสวัสดิการหรือจะแจ้งระงับการใช้สิทธิสวัสดิการของบุคคลในครอบครัวบุคคลใดก็ได้


4. สร้างกลไกที่ส่งเสริมให้สถานพยาบาลต้องมีนโยบายและมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี



โดยระบุเหตุผลที่สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและบุคคลในครอบครัว เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว รองรับการใช้เทคโนโลยีในการกำกับดูแลการเบิกจ่าย และป้องกันการทุจริต รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี


ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายในรูปแบบพระราชกฤษฎีกานี้ กรมบัญชีกลางจะเร่งดำเนินการให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วหลังจากผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


สอดคล้องกับ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่มีแนวคิดเปลี่ยนจากระบบสวัสดิการจ่ายตรง มาเป็นการใช้ "ระบบประกันสุขภาพ"  โดยล่าสุดมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งเดินหน้าศึกษาวิธีการนำระบบ ประกันสุขภาพมาใช้ทดแทนระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลรูปแบบปัจจุบัน 


เพื่อให้รัฐบาลสามารถควบคุมวงเงินงบประมาณในแต่ละปีได้อย่างชัดเจน และยังเป็นการกระตุ้นธุรกิจประกันภัยในประเทศ สอดรับกับนโยบายผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) โดยจะเริ่มใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่ก่อน ส่วนข้าราชการเดิมจะเปิดให้เป็นทางเลือกตามความสมัครใจ 

ที่มาข้อมูล : กรมบัญชีกลาง

ที่มารูปภาพ : กรมบัญชีกลาง, TNN

แท็กบทความ

สวัสดิการข้าราชการ
ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ
กรมบัญชีกลาง
เบิกจ่ายค่ายา
งบประมาณ
10 โรคเบิกจ่ายค่ายาสูงสุด
ความเสี่ยงทางการคลัง