
กรมบัญชีกลางเตรียมทบทวนหลักเกณฑ์เบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทย หลังพบค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผู้ป่วยออฟฟิศซินโดรม ขณะที่ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่เพียงพอจะอธิบายว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นเกิดจากจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้น หรือเกิดจากการเข้ารับบริการถี่ขึ้น
การเบิกจ่ายงบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ภาครัฐให้ความสำคัญในการบริหารงบประมาณด้านสาธารณสุข หลังกรมบัญชีกลางส่งสัญญาณทบทวนหลักเกณฑ์การเบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทย เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็นทางการแพทย์มากยิ่งขึ้น
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า แนวโน้มการเบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสำคัญจากปัญหาออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการนั่งทำงานเป็นเวลานานของข้าราชการ กรมบัญชีกลางจึงเตรียมออกหลักเกณฑ์เพื่อกำกับการเบิกจ่ายในส่วนนี้ให้มีความรัดกุมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยในปัจจุบันยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้น หรือเกิดจากผู้ใช้สิทธิรายเดิมเข้ารับบริการถี่ขึ้น ซึ่งเป็นคำถามสำคัญที่ควรมีข้อมูลรองรับก่อนกำหนดมาตรการในระยะต่อไป
สรุปข่าว
กรมบัญชีกลางเตรียมทบทวนหลักเกณฑ์เบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทย หลังพบค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผู้ป่วยออฟฟิศซินโดรม ขณะที่ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่เพียงพอจะอธิบายว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นเกิดจากจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้น หรือเกิดจากการเข้ารับบริการถี่ขึ้น
การเบิกจ่ายงบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ภาครัฐให้ความสำคัญในการบริหารงบประมาณด้านสาธารณสุข หลังกรมบัญชีกลางส่งสัญญาณทบทวนหลักเกณฑ์การเบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทย เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็นทางการแพทย์มากยิ่งขึ้น
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า แนวโน้มการเบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสำคัญจากปัญหาออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการนั่งทำงานเป็นเวลานานของข้าราชการ กรมบัญชีกลางจึงเตรียมออกหลักเกณฑ์เพื่อกำกับการเบิกจ่ายในส่วนนี้ให้มีความรัดกุมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยในปัจจุบันยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้น หรือเกิดจากผู้ใช้สิทธิรายเดิมเข้ารับบริการถี่ขึ้น ซึ่งเป็นคำถามสำคัญที่ควรมีข้อมูลรองรับก่อนกำหนดมาตรการในระยะต่อไป
งบนวดไทยเพิ่ม เพราะคนป่วยมากขึ้น หรือระบบมีความเสี่ยงต่อการทุจริต?
การที่ค่าใช้จ่ายด้านการนวดไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดคำถามว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นเกิดจากจำนวนผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เพิ่มขึ้นจริง หรือเกิดจากการใช้สิทธิที่ถี่ขึ้น ขณะที่ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังไม่เพียงพอจะอธิบายสาเหตุของการเพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน ทั้งจำนวนผู้ใช้สิทธิแบบไม่ซ้ำราย จำนวนครั้งเฉลี่ยในการเข้ารับบริการ และกลุ่มโรคที่เข้ารับการรักษา
อีกประเด็นที่ควรตรวจสอบคือ ระบบการเบิกจ่ายมีมาตรการป้องกัน การทุจริตหรือการใช้สิทธิโดยมิชอบ เพียงใด แม้ปัจจุบันการเบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทยต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และใบรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพ แต่หากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการเบิกจ่าย ความถี่ของการใช้บริการ และผลลัพธ์ของการรักษา ก็ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าระบบมีความเสี่ยงต่อการทุจริตหรือไม่ หรือจำเป็นต้องเพิ่มกลไกตรวจสอบเพื่อป้องกันการใช้เงินงบประมาณอย่างไม่เหมาะสม
การเบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทย มีหลักเกณฑ์อย่างไร
ปัจจุบัน ข้าราชการสามารถเบิกค่าบริการนวดไทยเพื่อการรักษาได้ ครั้งละไม่เกิน 200 บาท ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยเข้ารับบริการได้ ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง และไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หากใช้สิทธิเต็มเพดาน จะคิดเป็นค่าใช้จ่ายสูงสุดประมาณ 600 บาทต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 2,400 บาทต่อเดือน จากการคำนวณ 12 ครั้งต่อเดือน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการคำนวณตามเพดานสูงสุด ไม่ใช่วงเงินเหมาจ่ายที่ผู้มีสิทธิสามารถเบิกได้โดยอัตโนมัติ
การเบิกค่ารักษาจะครอบคลุมเฉพาะ การนวดไทยเพื่อการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ผู้ใช้สิทธิต้องได้รับการรับรองจากแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย หรือแพทย์แผนไทยประยุกต์ พร้อมระบุโรคหรืออาการ รวมถึงระยะเวลาการรักษาอย่างชัดเจน ส่วนการนวดเพื่อผ่อนคลายหรือส่งเสริมสุขภาพทั่วไป ไม่สามารถนำมาเบิกจากสวัสดิการรักษาพยาบาลของทางราชการได้
งบประมาณส่วนใหญ่ยังอยู่กับโรค NCDs
ข้อมูลผลการเบิกจ่ายค่ายาในระบบเบิกจ่ายตรง ปีงบประมาณ 2568 ของกรมบัญชีกลาง พบว่า ภาระงบประมาณหลักของรัฐยังอยู่กับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
5 กลุ่มโรคที่ใช้งบประมาณค่ายาสูงสุด ได้แก่
- โรคหลอดเลือดสมองแตกและอุดตัน 7,791.16 ล้านบาท
- โรคเบาหวาน 6,202.11 ล้านบาท
- โรคไขมันในเลือดสูง 3,487.50 ล้านบาท
- โรคความดันโลหิตสูง 3,308.80 ล้านบาท
- โรคหัวใจล้มเหลว 2,313.13 ล้านบาท
เฉพาะกลุ่มโรค NCDs ใช้งบประมาณด้านค่ายารวมมากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าภาระงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศยังอยู่กับโรคเรื้อรังเป็นหลัก ขณะที่ข้อมูลการเบิกค่ารักษาด้วยการนวดไทยยังมีรายละเอียดที่เปิดเผยต่อสาธารณะค่อนข้างจำกัด
สังคมสูงวัยอาจเป็นอีกปัจจัย แต่ยังสรุปไม่ได้
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2568 ระบุว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 14.85 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.5% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่งานวิจัยด้านสุขภาพพบว่า คนไทยอายุ 45 ปีขึ้นไปมากกว่าหนึ่งในสามมีอาการปวดในระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งอาจเพิ่มความต้องการบริการฟื้นฟูและการรักษาโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อมโยงอายุของผู้ใช้สิทธิ สถานะผู้มีสิทธิ โรคหรืออาการที่เข้ารับการรักษา และจำนวนครั้งในการเบิกค่าบริการนวดไทย จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ผู้สูงอายุในระบบสวัสดิการข้าราชการเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้งบประมาณด้านนี้เพิ่มขึ้น
จำนวนครั้งของการรักษา ยังไม่บอกผลลัพธ์ด้านสุขภาพ
แม้หลักเกณฑ์ปัจจุบันจะกำหนดเงื่อนไขการเบิกไว้อย่างชัดเจน แต่ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังไม่แสดงผลลัพธ์ของการรักษา เช่น ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นมากน้อยเพียงใด ลดการใช้ยาได้หรือไม่ สามารถกลับไปทำงานได้เร็วขึ้นหรือไม่ หรือเหตุใดจึงต้องเข้ารับการรักษาซ้ำ
ข้อมูลผลลัพธ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อการประเมินว่า งบประมาณที่รัฐใช้ไปสามารถสร้างประโยชน์ด้านสุขภาพได้มากน้อยเพียงใด และช่วยให้การบริหารงบประมาณอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่าการพิจารณาจากจำนวนครั้งของการเบิกเพียงอย่างเดียว
การป้องกัน อาจช่วยลดภาระงบประมาณในระยะยาว
อาการปวดคอ ปวดไหล่ และปวดหลังของคนวัยทำงาน มักมีความเกี่ยวข้องกับลักษณะการทำงาน การนั่งเป็นเวลานาน การทำงานซ้ำ ๆ และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หากปัจจัยเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้ป่วยอาจกลับมารับการรักษาซ้ำ แม้จะผ่านการนวดหลายครั้งแล้วก็ตาม
การส่งเสริมการยศาสตร์ในสถานที่ทำงาน การปรับพฤติกรรม และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม อาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในระยะยาวควบคู่กับการดูแลรักษาทางการแพทย์
บรรณาธิการออนไลน์
