
หลังฉากของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งใน “อินเดีย” ปรากฏความเคลื่อนไหวของมวลชนคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “พรรคประชาชนแมลงสาบ” หรือ CJP (Cockroach Janta Party) ที่ตั้งล้อเลียน “พรรคภราติยะชนะตะ” หรือ (BJP) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความไม่พอใจถ้อยคำเปรียบเทียบของประธานศาลสูงสุด และมีผู้เข้าร่วมมากขึ้นจากเหตุการณ์ข้อสอบระดับชาติ (National Eligibility cum Entrance Test-NEET) สำหรับเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนในวิทยาลัยแพทยศาสตร์ทั่วประเทศรั่ว จนต้องเลื่อนการสอบออกไป ส่งผลกระทบต่อผู้เข้าสอบจำนวนมากที่เตรียมตัวมาเป็นเวลานาน และมีผู้เสียชีวิตราว 20 รายจากแรงกดดัน ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียต้องประกาศลาออกเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมเพราะทนกระแสสังคมไม่ไหว
แม้ว่าเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับข้อสอบรั่วจะเป็นตัวกระตุ้นความเคลื่อนไหวของบรรดาคนรุ่นใหม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงปัญหาที่หยั่งลึกมากกว่านั้น นั่นคือการที่คนรุ่นใหม่ต้องดิ้นรนหางานที่มั่นคงและมีรายได้ดี ทั้งที่พวกเขาใช้เวลาหลายปีสำหรับการแข่งขันในสถาบันการศึกษาจนเรียนจบ ขณะเดียวกัน ปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่อินเดียกำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดอ่อนสำคัญสุดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งซ่อนอยู่ระหว่างเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกับความเป็นจริงที่บัณฑิตหนุ่มสาวหลายล้านคนต้องเผชิญความยากลำบาก
ในอินเดีย อัตราการว่างงานของกลุ่มคนรุ่นใหม่สูงกว่ากลุ่มที่มีอายุมากกว่าเกือบ 4 ท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ที่จริงแล้ว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอัตราว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ที่ระดับร้อยละ 35-40 มาตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหานี้รุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากจำนวนประชากรอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เท่ากับจำนวนประชากรที่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น และต่างได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น
ข้อมูลการสำรวจแรงงานของอินเดีย (Periodic Labour Force Survey-PLFS) พบว่า ในปี 1983 หรือ พ.ศ.2526 คนอินเดียอายุ 20-29 ปี ร้อยละ 4 หรือ 5 ล้านคน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และในจำนวนนี้ว่างงานราวร้อยละ 13 หรือประมาณ 700,000 คน แต่พอถึงปี 2023 หรือ พ.ศ.2566 คนรุ่นใหม่อินเดียที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีสัดส่วนร้อยละ 28 หรือ 63 ล้านคน ขณะที่ราวร้อยละ 67 หรือราว 11 ล้านคน ไม่มีงานทำ หมายความว่า ในช่วง 40 ปี จำนวนคนรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น 13 เท่า แต่อัตราว่างงานของคนคนรุ่นใหม่กลับเพิ่มขึ้น 16 เท่า
สรุปข่าว

หลังฉากของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งใน “อินเดีย” ปรากฏความเคลื่อนไหวของมวลชนคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “พรรคประชาชนแมลงสาบ” หรือ CJP (Cockroach Janta Party) ที่ตั้งล้อเลียน “พรรคภราติยะชนะตะ” หรือ (BJP) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความไม่พอใจถ้อยคำเปรียบเทียบของประธานศาลสูงสุด และมีผู้เข้าร่วมมากขึ้นจากเหตุการณ์ข้อสอบระดับชาติ (National Eligibility cum Entrance Test-NEET) สำหรับเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนในวิทยาลัยแพทยศาสตร์ทั่วประเทศรั่ว จนต้องเลื่อนการสอบออกไป ส่งผลกระทบต่อผู้เข้าสอบจำนวนมากที่เตรียมตัวมาเป็นเวลานาน และมีผู้เสียชีวิตราว 20 รายจากแรงกดดัน ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียต้องประกาศลาออกเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมเพราะทนกระแสสังคมไม่ไหว
แม้ว่าเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับข้อสอบรั่วจะเป็นตัวกระตุ้นความเคลื่อนไหวของบรรดาคนรุ่นใหม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงปัญหาที่หยั่งลึกมากกว่านั้น นั่นคือการที่คนรุ่นใหม่ต้องดิ้นรนหางานที่มั่นคงและมีรายได้ดี ทั้งที่พวกเขาใช้เวลาหลายปีสำหรับการแข่งขันในสถาบันการศึกษาจนเรียนจบ ขณะเดียวกัน ปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่อินเดียกำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดอ่อนสำคัญสุดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งซ่อนอยู่ระหว่างเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกับความเป็นจริงที่บัณฑิตหนุ่มสาวหลายล้านคนต้องเผชิญความยากลำบาก
ในอินเดีย อัตราการว่างงานของกลุ่มคนรุ่นใหม่สูงกว่ากลุ่มที่มีอายุมากกว่าเกือบ 4 ท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ที่จริงแล้ว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอัตราว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ที่ระดับร้อยละ 35-40 มาตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหานี้รุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากจำนวนประชากรอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เท่ากับจำนวนประชากรที่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น และต่างได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น
ข้อมูลการสำรวจแรงงานของอินเดีย (Periodic Labour Force Survey-PLFS) พบว่า ในปี 1983 หรือ พ.ศ.2526 คนอินเดียอายุ 20-29 ปี ร้อยละ 4 หรือ 5 ล้านคน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และในจำนวนนี้ว่างงานราวร้อยละ 13 หรือประมาณ 700,000 คน แต่พอถึงปี 2023 หรือ พ.ศ.2566 คนรุ่นใหม่อินเดียที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีสัดส่วนร้อยละ 28 หรือ 63 ล้านคน ขณะที่ราวร้อยละ 67 หรือราว 11 ล้านคน ไม่มีงานทำ หมายความว่า ในช่วง 40 ปี จำนวนคนรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น 13 เท่า แต่อัตราว่างงานของคนคนรุ่นใหม่กลับเพิ่มขึ้น 16 เท่า

รายงาน State of Working India 2026 พบว่า อัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ในกลุ่มอายุ 15-25 ปีอยู่ที่เกือบร้อยละ 40 เมื่อหางานที่มีความมั่นคงได้ยากขึ้น คนหนุ่มสาวอินเดียหลายล้านคนจึงฝากความหวังไว้กับการสอบเข้าเรียนในสาขาการแพทย์ วิศวกรรม และงานภาครัฐที่มีการแข่งขันสูงมาก เพราะเป็นเส้นทางที่จะได้งานมั่นคงและรายได้ดี ข้อมูลจากสำนักงานทดสอบแห่งชาติ ระบุว่า จำนวนนักเรียนที่สมัครสอบ NEET เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 อยู่ที่ปีละกว่า 2.2 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2019-2026
การแข่งขันสอบเข้าเรียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่สาขาการแพทย์เท่านั้น นักเรียนหลายล้านคนยังแข่งขันกันในการสอบ Joint Entrance Examination (JEE) เพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย (IIT) ที่มีชื่อเสียง รวมถึงการสอบ Common University Entrance Test (CUET) สำหรับการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี และการสอบเป็นเจ้าหน้าที่ของภาครัฐ

คนรุ่นใหม่อินเดียเผชิญวิกฤตการจ้างงานตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยซ้ำ เพราะการแข่งขันเพื่อเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาชื่อดังที่มีจำนวนที่นั่งจำกัด ทำให้การศึกษากลายเป็นการลงทุนที่มีราคาแพง จาการสำรวจของภาครัฐ พบว่า ครัวเรือนอินเดียใช้จ่ายเงินจำนวนมากขึ้นสำหรับการส่งบุตรหลานไปเรียนพิเศษ เมื่อเทียบกับ 7 ปีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการส่งบุตรหลานในวัยมัธยมปลายไปเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าสาขาวิศวกรรม การแพทย์ และติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ปัจจุบัน ครัวเรือนในอินเดียใช้จ่ายเงินเกือบ 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของค่าเล่าเรียนระดับมัธยมปลายสำหรับการเรียนพิเศษ เทียบกับประมาณร้อยละ 18 ในปี 2018 ขณะที่ค่าเรียนพิเศษต่างขยับเพิ่มขึ้นในทุกระดับการศึกษา ทั้งประถมศึกษา มัธยมต้น และมัธยมปลาย สะท้อนแนวคิดที่ว่าความรู้ในชั้นเรียนอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันสอบเข้าที่ดุเดือด เนื่องจากจำนวนที่นั่งมีน้อยมาก ยกตัวอย่างสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ในอินเดียมีนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อสาขานี้ราว 4.4 ล้านคน ในปีการศึกษา 2023-2024 แต่มีสถาบันการศึกษาระดับท็อป 100 แห่ง ที่รองรับนักเรียนได้เพียง 500,000 ที่นั่งเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความไม่พอใจเกี่ยวกับการศึกษาและการจ้างงานกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ แม้ว่าปัญหาข้อสอบรั่วจะเป็นตัวปลุกการประท้วง แต่ปัญหาพื้นฐาน คือ การขาดแคลน งานที่มั่นคงและรายได้ดี ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว เนื่องจากการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถสร้างงานได้ทัน ตามรายงานของ State of Working พบว่า ระหว่างปี 2004-2023 อินเดียผลิตบัณฑิตประมาณ 5 ล้านคนต่อปี แต่มีเพียง 2.8 ล้านคนเท่านั้นที่หางานได้ และจำนวนน้อยกว่านั้นที่ได้งานประจำแบบมีเงินเดือนมั่นคง
ผลสำรวจ PLFS ชี้ว่า อัตราการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่อินเดีย อายุ 15-29 ปี เพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 16.2 ในเดือนมิถุนายน ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจรายเดือนในเดือนเมษายน 2025 ซึ่งขณะนั้น อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่อยู่ที่ร้อยละ 13.8

ปัญหาในอินเดียไม่ใช่แค่การว่างงาน แต่คุณภาพการจ้างงานก็ตามหลังประเทศอื่น ๆ ที่มีขนาดเทียบเคียงกัน ข้อมูลจาก PLFS พบว่า ในอินเดียมีแรงงานเพียงร้อยละ 23 ของทั้งหมดที่ทำงานแบบได้รับเงินเดือนประจำ เมื่อเทียบกับสัดส่วนร้อยละ 93 ในรัสเซีย, ร้อยละ 68 ในบราซิล, ร้อยละ 54 ในจีน และร้อยละ 42 ในบังกลาเทศ หมายความว่า เกือบ 3 ใน 4 ของแรงงานอินเดียยังทำงานนอกระบบ โดยไม่มีสัญญาจ้างแบบเป็นเรื่องเป็นราว รวมถึงไม่มีวันหยุดพักผ่อนแบบได้รับค่าจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือระบบประกันสังคม
การขาดแคลนงานที่มั่นคงในอินเดียจึงอธิบายถึงความต้องการทำงานในหน่วยงานรัฐที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟ ธนาคาร กองทัพ หน่วยงานพลเรือน หรือการสอบคัดเลือกเข้าทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ผู้สมัครนับล้านคนต้องแข่งขันกันเพื่อเข้าทำงานที่มีอยู่เพียงไม่กี่ตำแหน่ง เพราะการจ้างงานภาครัฐตอบโจทย์เรื่องความมั่นคง ทั้งเงินเดือนที่แน่นอน ระบบบำนาญ การสนับสนุนค่าที่พัก สุขภาพ ซึ่งหมายถึงความมั่นคงทางการเงินสำหรับทั้งครอบครัวด้วย
อินเดียเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วสุดในโลก แม้จะมีความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาน้ำมัน และการค้าโลกที่ชะลอตัว แต่อินเดียยังคงมีการเติบโตของ GDP ในอัตราที่สูง และวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางการผลิตและการลงทุน โดยแรงหนุนหลัก ๆ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินเดียมาจากการโหมลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ทั้งทางหลวง สนามบิน ทางรถไฟ ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งรัฐบาลคาดหวังที่จะสร้างงานเพิ่มหลายล้านตำแหน่ง แต่เศรษฐกิจที่โตแข็งแกร่งกลับไม่ได้ทำให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพได้เพียงพอ นักเศรษฐศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า “การเติบโตที่ไร้การจ้างงาน” (jobless growth) กรณีของอินเดียกลายเป็นปัญหาชัดเจน เพราะมีบัณฑิตหลายล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานในแต่ละปี การสร้างงานให้เพียงพอรองรับจึงเป็นความท้าทายอย่างมาก และไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขได้ในระยะสั้น
ขณะที่การเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคการผลิตที่มีผลิตภาพสูงเป็นไปอย่างล่าช้า บริษัทวิจัยชั้นนำ “เบิร์นสไตน์” (Bernstein) ระบุในรายงานเดือนเมษายนว่า นโยบายเศรษฐกิจของอินเดียไม่สามารถโยกย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตรกรรม ไปสู่ภาคการผลิตและการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเกือบร้อยละ 45 ของแรงงานอินเดียยังคงทำงานในภาคการเกษตรที่มีส่วนหนุน GDP เพียงร้อยละ 15-16 และเป็นสัญญาณของการว่างงานแฝง เพราะอาจช่วยงานในครอบครัวและไม่ได้เพิ่มผลิตภาพ นอกจากนี้ สัดส่วนของแรงงานในภาคการผลิตก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
“เบิร์นสไตน์” เตือนว่า AI อาจคุกคามภาคบริการ IT และธุรกิจเอาต์ซอร์สของอินเดีย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ สอดคล้องกับรายงานของ “โกลด์แมน แซคส์” ที่ประเมินว่า แรงงานนอกภาคการเกษตรราวร้อยละ 8-12 มีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ด้วย AI และผลกระทบนั้นก็เริ่มปรากฏแล้ว ทั้งนี้ การจ้างงานด้านไอทีเพิ่มขึ้นในอัตราเลขหลักเดียวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา งานสัญญาจ้างที่ไม่มั่นคงเพิ่มขึ้น ค่าจ้างอยู่ระดับคงที่มาหลายปีแล้ว

ก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า การเติบโตของ GDP อินเดีย ในปีงบประมาณ 2026/2027 เผชิญกับความเสี่ยงเชิงลบหลัก ๆ จากสงครามที่ขยายวงกว้างในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ประกอบกับผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ ทั้งนี้ “อินเดีย” ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย นำเข้าน้ำมันเกือบร้อยละ 80 ของความต้องการบริโภคทั้งหมด ทำให้มีความเปราะบางต่อภาวะช็อกด้านพลังงานที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระตุ้นเงินเฟ้อให้สูงขึ้น
IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP อินเดียสำหรับปี 2026/2027 อยู่ที่ร้อยละ 6.4 จากเดิมที่คาดไว้ที่ร้อยละ 6.5 ขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์สำหรับปี 2027/2028 อยู่ที่ร้อยละ 6.7 จากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 6.5
- อาลีบาบา คลาวด์ เผยผลสำรวจ องค์กรในเอเชียเร่งสปีดใช้ AI แต่ยังขาดโซลูชันแบบ End-to-End ที่ปลอดภัย
- “AI” คุมเครื่องบินทดสอบ “X-62A” ปฏิบัติการบินสกัดกั้นอัตโนมัติ 27 ครั้งสำเร็จ
- เช็กด่วน! 5 ประเภทข้อมูล ห้ามส่งให้ AI เสี่ยงเกิดอาชญากรรมไซเบอร์
- "AI" พลิกแรงงาน ไม่ลดคน เพิ่มผลิตภาพ ต้องการพุ่ง 35% ค่าจ้างเพิ่ม 62%
- ภาครัฐ-เอกชน-การเงิน ผนึกวิสัยทัศน์ ชี้ไทยต้องปฏิรูปคน ทุน และพลังงาน สู่ประเทศรายได้สูง
ที่มาข้อมูล : CNBC, Times of India, BBC, Reuters
ที่มารูปภาพ : TNN
