อียูขยายมาตรการ CBAM อีก 180 รายการกระทบหลายสินค้า

Share on Line Share on Facebook Share on X

สหภาพยุโรป หรือ EU เดินหน้ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้นมากขึ้น ด้วยการขยายขอบเขตของมาตรการ CBAM หรือกฎหมายปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดยุโรปจำนวนมาก

ที่ผ่านมา EU ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยผู้ส่งออกสินค้าที่อยู่ในข่ายต้องชำระต้นทุนคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านต้นทุนระหว่างผู้ผลิตในยุโรปกับผู้ผลิตจากต่างประเทศ และลดปัญหาการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎด้านสิ่งแวดล้อมผ่อนปรนกว่า

ในระยะแรก มาตรการดังกล่าวครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งผู้ประกอบการไทยหลายรายได้เริ่มปรับตัว ทั้งการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของยุโรป

แต่ล่าสุด มาตรการ CBAM กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังต้นเดือนกรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของรัฐสภายุโรป หรือ ENVI มีมติรับรองข้อเสนอขยายขอบเขตมาตรการ ให้ครอบคลุมสินค้าปลายน้ำที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบหลักกว่า 180 รายการ และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2571

สินค้าที่อยู่ในข่ายขยายเพิ่มเติม ได้แก่ เครื่องจักร ฮาร์ดแวร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ก่อสร้าง ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการค้าสูง และใช้เหล็กหรืออะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบสำคัญ


สรุปข่าว

อียูขยายการบังคับใช้มาตรการ CBAM ครอบคลุมสินค้าปลายน้ำที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบหลักกว่า 180 รายการ คาดเริ่มมีผล 1 ม.ค.71 หวั่นกระทบอุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรของไทย

สหภาพยุโรป หรือ EU เดินหน้ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้นมากขึ้น ด้วยการขยายขอบเขตของมาตรการ CBAM หรือกฎหมายปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดยุโรปจำนวนมาก

ที่ผ่านมา EU ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยผู้ส่งออกสินค้าที่อยู่ในข่ายต้องชำระต้นทุนคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านต้นทุนระหว่างผู้ผลิตในยุโรปกับผู้ผลิตจากต่างประเทศ และลดปัญหาการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎด้านสิ่งแวดล้อมผ่อนปรนกว่า

ในระยะแรก มาตรการดังกล่าวครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งผู้ประกอบการไทยหลายรายได้เริ่มปรับตัว ทั้งการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของยุโรป

แต่ล่าสุด มาตรการ CBAM กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังต้นเดือนกรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของรัฐสภายุโรป หรือ ENVI มีมติรับรองข้อเสนอขยายขอบเขตมาตรการ ให้ครอบคลุมสินค้าปลายน้ำที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบหลักกว่า 180 รายการ และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2571

สินค้าที่อยู่ในข่ายขยายเพิ่มเติม ได้แก่ เครื่องจักร ฮาร์ดแวร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ก่อสร้าง ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการค้าสูง และใช้เหล็กหรืออะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบสำคัญ


การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรปไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการควบคุมผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำอีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่การกำกับดูแลการปล่อยคาร์บอนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป เพื่อให้สอดคล้องกับระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป และลดความได้เปรียบด้านต้นทุนของประเทศที่ยังไม่มีระบบกำหนดราคาคาร์บอน

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบมีแนวโน้มขยายวงกว้างกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากสินค้าที่ EU เตรียมนำเข้าสู่มาตรการ CBAM รอบใหม่ ล้วนเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยกลุ่มแรก คือ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งไทยถือเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค และมีการส่งออกไปยังยุโรปอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มที่สอง คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและอุปกรณ์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท ที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบจำนวนมากและกลุ่มสุดท้าย คือ เครื่องจักรและผลิตภัณฑ์โลหะสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมหลักของภาคการผลิตไทย

เมื่อมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้ ผู้ส่งออกไทยจะไม่ได้ถูกตรวจสอบเฉพาะตัวสินค้าเท่านั้น แต่จะต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกระบวนการผลิต รวมถึงข้อมูลคาร์บอนของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอย่างละเอียด หากไม่สามารถแสดงข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ก็อาจถูกประเมินต้นทุนคาร์บอนในระดับที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป

ดังนั้น สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ คือ การพัฒนาระบบตรวจวัด การจัดเก็บข้อมูล และการทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นมาตรฐานสากล รวมถึงเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

แม้มาตรการ CBAM จะถูกมองว่าเป็นความท้าทายของผู้ส่งออกไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

ด้านนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กระทรวงพาณิชย์ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนว่า EU กำลังยกระดับมาตรการจากการควบคุมเฉพาะวัตถุดิบคาร์บอนเข้มข้น ไปสู่การกำกับดูแลสินค้าปลายน้ำที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบหลักโดยสินค้าที่อาจถูกนำเข้ามาอยู่ในขอบเขตใหม่มีความหลากหลาย ตั้งแต่สกรู สลักเกลียว ลวด สปริง เครื่องยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม ตู้เย็น เครื่องซักผ้า มอเตอร์ หม้อแปลงไฟฟ้า สายไฟ รถบรรทุกและชิ้นส่วนบางประเภท ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์โลหะและอาคารสำเร็จรูป

อย่างไรก็ตาม การที่สินค้าอยู่ในหมวดดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าจะถูกบังคับใช้ CBAM โดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องตรวจสอบรหัสพิกัดศุลกากร หรือ CN Code รายละเอียดของสินค้า และเงื่อนไข "ex" ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ว่าสินค้านั้นมีเหล็กหรืออะลูมิเนียมเป็นองค์ประกอบตามเกณฑ์ที่สหภาพยุโรปกำหนดหรือไม่

ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้ขอบเขต CBAM เดิมไปยังสหภาพยุโรป มูลค่าเพียง 417.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณร้อยละ 0.12 ของการส่งออกรวมของไทย และเกือบทั้งหมดเป็นสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม

แม้ตัวเลขในปัจจุบันจะยังไม่สูงมาก แต่เมื่อมาตรการขยายไปครอบคลุมสินค้าปลายน้ำ มูลค่าการค้าของไทยที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านคาร์บอน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


อย่างไรก็ตามแม้ตามกฎหมาย ภาระการชำระค่าคาร์บอนจะตกอยู่กับผู้นำเข้าในสหภาพยุโรป แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ส่งออกไทยจะต้องจัดเตรียมข้อมูลให้กับคู่ค้าอย่างละเอียดมากขึ้น ทั้งข้อมูลแหล่งที่มาของเหล็กและอะลูมิเนียม ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในวัตถุดิบ และหลักฐานการชำระราคาคาร์บอนในประเทศต้นทาง หากผู้ประกอบการไม่มีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถตรวจสอบและทวนสอบได้ ผู้นำเข้าอาจจำเป็นต้องใช้ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเริ่มต้น หรือ Default Values ที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดไว้ ซึ่งโดยทั่วไปมักสูงกว่าค่าการปล่อยจริง ส่งผลให้ต้นทุนภายใต้มาตรการ CBAM สูงขึ้นตามไปด้วย

กระทรวงพาณิชย์จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยเร่งเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ประการแรก ตรวจสอบพิกัดสินค้า และสัดส่วนการใช้เหล็กหรืออะลูมิเนียมในผลิตภัณฑ์ของตนเอง เพื่อประเมินว่าสินค้าเข้าข่ายมาตรการหรือไม่

ประการที่สอง จัดทำระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ MRV ควบคู่กับระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มีความน่าเชื่อถือ

และประการสุดท้าย ลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบรีไซเคิลในการผลิต

นอกจากนี้ การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ หรือ CFP ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าขอบเขตและวิธีการคำนวณสอดคล้องกับข้อกำหนดเฉพาะของ CBAM ไม่ใช่อ้างอิงเพียงมาตรฐาน CFP ทั่วไป


ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม

ที่มารูปภาพ : Canva