
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการขาย 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 5,821 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน และ 25% จากไตรมาสก่อน ส่วนกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 128% จากปีก่อน และ 47% จากไตรมาสก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของความต้องการบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนและประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP เปิดเผยว่า ธุรกิจในอินโดนีเซียสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ จากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น การปรับราคาตามภาวะตลาดในภูมิภาค รวมถึงการบริหารต้นทุน ปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ
สรุปข่าว
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการขาย 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 5,821 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน และ 25% จากไตรมาสก่อน ส่วนกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 128% จากปีก่อน และ 47% จากไตรมาสก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของความต้องการบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนและประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP เปิดเผยว่า ธุรกิจในอินโดนีเซียสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ จากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น การปรับราคาตามภาวะตลาดในภูมิภาค รวมถึงการบริหารต้นทุน ปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 2 ความต้องการปรับตัวดีขึ้นจากทั้งการบริโภคภายในประเทศอาเซียนและการส่งออก ประกอบกับเข้าสู่ฤดูกาลผลผลิตทางการเกษตร การเพิ่มสต็อกสินค้าเพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านอุปทาน ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของภาครัฐ ส่งผลให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารเพิ่มขึ้น แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ด้านการตอบแทนผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 ในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 1,717 ล้านบาท โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 4 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 5 สิงหาคม และจ่ายเงินปันผลวันที่ 19 สิงหาคม 2569
ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 3 ปี 2569 SCGP ประเมินอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์มีโอกาสเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากการผลิตและสะสมสต็อกสินค้าในช่วงปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 เพื่อรองรับการส่งออกและการบริโภค โดยเฉพาะในเวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ขณะที่ความต้องการบรรจุภัณฑ์กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีแนวโน้มดี และคาดว่าความผันผวนของราคาน้ำมันจะลดลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
พร้อมกันนี้ SCGP เดินหน้าขยายการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียน โดยเตรียมลงทุน 748 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในตอนใต้ของเวียดนามอีก 26,800 ตันต่อปี ภายในพื้นที่โรงงานเดิมของ Vina Kraft Paper ในนครโฮจิมินห์ คาดเริ่มผลิตเดือนกันยายน 2570 พร้อมยกระดับธุรกิจอินโดนีเซียด้วย AI, Machine Learning, Deep Learning และหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งนายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารต่อจากนายวิชาญ ซึ่งจะเกษียณอายุ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
- SCGP กำไร Q1/69 ที่ 1,566 ลบ. โต 74% ตลาดบรรจุภัณฑ์เติบโต
- "SCGP" ลงทุนหมื่นล้าน ปักหมุดอาเซียน-อินเดีย ใช้ระบบอัตโนมัติ-AI อัพเกรดบรรจุภัณฑ์
- SCGP ปิดดีล เข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ใน MYPAK เสริมแกร่งบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ
- สารเคมีในพลาสติก เอี่ยวเสียชีวิตจากโรคหัวใจกว่า 3.5 แสนราย
- SCGP ผลงานไตรมาส 1/68 โต รุกตลาดอาเซียน ตั้งรับมาตรการภาษี
