ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรอบล่าสุด กำลังสร้างความกังวลครั้งใหม่ต่อราคาทองคำ ล่าสุด "ฮั่วเซ่งเฮง" เตือนว่าสถานการณ์เสี่ยงซ้ำรอยเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาทองคำโลกปรับฐานลงแรง ขณะที่รอบนี้ ยังเผชิญกับกระแสเงินลงทุนผ่านกองทุน Gold ETF ที่เคยผลักดันทองก่อนหน้านี้ เริ่มอ่อนแรงลง ซึ่งกรณีแย่สุด อาจได้เห็นทองไทยประมาณ 59,000 บาทต่อบาททองคำ
"ฮั่วเซ่งเฮง" ระบุว่าราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวภายใต้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังตลาดประเมินว่ากรอบเวลา 60 วันของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวได้สิ้นสุดลง ขณะที่อิหร่านกลับมาประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าและการตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่ายกลับมาเป็นประเด็นที่นักลงทุนจับตา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่าอาจเกิดภาพซ้ำรอยเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับฐานลงแรง แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่ในระดับสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันราคาน้ำมันขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้น จนทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามความเสี่ยงจากสงครามเสมอไป เนื่องจากตลาดยังให้น้ำหนักกับผลกระทบของราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ควบคู่กัน หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ตลาดอาจประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จำเป็นต้องคงนโยบายการเงินในระดับเข้มงวดต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะสั้น
สรุปข่าว
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรอบล่าสุด กำลังสร้างความกังวลครั้งใหม่ต่อราคาทองคำ ล่าสุด "ฮั่วเซ่งเฮง" เตือนว่าสถานการณ์เสี่ยงซ้ำรอยเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาทองคำโลกปรับฐานลงแรง ขณะที่รอบนี้ ยังเผชิญกับกระแสเงินลงทุนผ่านกองทุน Gold ETF ที่เคยผลักดันทองก่อนหน้านี้ เริ่มอ่อนแรงลง ซึ่งกรณีแย่สุด อาจได้เห็นทองไทยประมาณ 59,000 บาทต่อบาททองคำ
"ฮั่วเซ่งเฮง" ระบุว่าราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวภายใต้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังตลาดประเมินว่ากรอบเวลา 60 วันของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวได้สิ้นสุดลง ขณะที่อิหร่านกลับมาประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าและการตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่ายกลับมาเป็นประเด็นที่นักลงทุนจับตา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่าอาจเกิดภาพซ้ำรอยเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับฐานลงแรง แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่ในระดับสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันราคาน้ำมันขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้น จนทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามความเสี่ยงจากสงครามเสมอไป เนื่องจากตลาดยังให้น้ำหนักกับผลกระทบของราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ควบคู่กัน หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ตลาดอาจประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จำเป็นต้องคงนโยบายการเงินในระดับเข้มงวดต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำของผู้ลงทุนแต่ละกลุ่มยังสะท้อนภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกระแสเงินลงทุนผ่านกองทุน Gold ETF แสดงถึงความระมัดระวังของนักลงทุนในระยะสั้น ขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงเดินหน้าเพิ่มทองคำเข้าสู่ทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงในระยะยาว
ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าในเดือนมิถุนายน 2569 กองทุน Gold ETF ทั่วโลกมีเงินไหลออกสุทธิ 8,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงินไหลออกจากทุกภูมิภาค และมากที่สุดคืออเมริกาเหนือที่ 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ปริมาณทองคำที่กองทุนถือครองลดลง 74 ตัน เหลือเพียง 4,047 ตัน ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร หรือ AUM ลดลงร้อยละ 13 จากเดือนก่อนหน้า เหลืออยู่ประมาณ 526,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม การลดลงของ AUM ไม่ได้หมายความว่าเงินลงทุนถูกถอนออกทั้งหมด เนื่องจากมูลค่า AUM เปลี่ยนแปลงตามกระแสเงินทุนและราคาทองคำ เพราะเมื่อพิจารณาตลอดช่วงครึ่งปีแรก กองทุน Gold ETF ทั่วโลกยังมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปริมาณการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นสุทธิ 18 ตัน แม้ AUM จะลดลงร้อยละ 6 จากต้นปี ซึ่ง World Gold Council ระบุว่าสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ ดังนั้น ภาพรวมดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการลงทุนในทองคำผ่าน Gold ETF หายไป แต่แสดงให้เห็นว่าแรงซื้อที่เคยแข็งแกร่งในช่วงต้นปีเริ่มชะลอลง
อีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุน คือการที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งทยอยปรับลดมุมมองราคาทองคำในระยะสั้น ได้แก่ Bank of America JPMorgan Deutsche Bank Goldman Sachs และ HSBC สะท้อนความระมัดระวังต่อแนวโน้มราคา และทำให้นักลงทุนชะลอการไล่ซื้อในช่วงที่ความผันผวนยังอยู่ในระดับสูง
ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลล่าสุดซึ่งครอบคลุมกิจกรรมในเดือนพฤษภาคมระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ 41 ตัน โดยโปแลนด์ซื้อเพิ่ม 18 ตัน ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 64 ตัน และมีทองคำสำรองรวม 614 ตัน ขณะที่จีนซื้อเพิ่ม 10 ตัน นับเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ทำให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 25 ตัน และมีทองคำสำรองอย่างเป็นทางการประมาณ 2,331 ตัน นอกจากนี้ อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และสิงคโปร์ยังเป็นผู้ซื้อสุทธิ ส่วนรัสเซียและตุรกีเป็นผู้ขายสุทธิในเดือนเดียวกัน สะท้อนว่าการบริหารทองคำสำรองของแต่ละประเทศยังมีทิศทางแตกต่างกันตามนโยบายและเป้าหมายของตนเอง
จากข้อมูลข้างต้น "ฮั่วเซ่งเฮง" ประเมินว่า กระแสเงินลงทุนผ่าน Gold ETF และการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางมีปัจจัยขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน โดยเงินลงทุนผ่าน ETF มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยระยะสั้น ทั้งราคาทองคำ อัตราดอกเบี้ย Real Yield ค่าเงินดอลลาร์ และความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ธนาคารกลางมักเพิ่มการถือครองทองคำภายใต้เป้าหมายด้านการบริหารและกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองในระยะยาว ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้แรงซื้อระยะสั้นเริ่มชะลอตัว แต่ความต้องการเชิงโครงสร้างของทองคำยังไม่ได้หายไป โดยเฉพาะจากภาคธนาคารกลาง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อแนวโน้มราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว
ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์ว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มพยายามสร้างฐานในกรอบ 3,800-4,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า โดยบริเวณ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นแนวรับสำคัญ คิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 61,000 บาทต่อบาททองคำ หากราคาหลุดระดับดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวลงทดสอบบริเวณ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 59,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนมีโอกาสทยอยฟื้นตัวในช่วงเดือนกันยายน
สำหรับแนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งอยู่ใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 68,000 บาทต่อบาททองคำ หากราคาสามารถกลับขึ้นยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง จะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าแนวโน้มระยะยาวเริ่มกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ฮั่วเซ่งเฮงยังคงประเมินเป้าหมายราคาทองคำปลายปีไว้ที่ 4,900-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 72,000-73,000 บาทต่อบาททองคำ
- ราคาทองรูปพรรณวันนี้ 17 ก.ค. 2569 รวมทุกขนาด เช็กราคาทองแท่งล่าสุด
- ราคาทองรูปพรรณวันนี้ 16 ก.ค. 2569 รวมทุกขนาด เช็กราคาทองแท่งล่าสุด
- ราคาทองรูปพรรณวันนี้ 15 ก.ค. 2569 รวมทุกขนาด เช็กราคาทองแท่งล่าสุด
- ทองลง (-$119.61) หลังช่องแคบฮอร์มุซตึงเครียด, CME คาดเฟดขึ้น
- ราคาทองรูปพรรณวันนี้ 14 ก.ค. 2569 รวมทุกขนาด เช็กราคาทองแท่งล่าสุด
ที่มาข้อมูล : ฮั่วเซ่งเฮง
ที่มารูปภาพ : -
