สะเทือนภาพลักษณ์ "การบินไทย" สอบแอร์ขนเฮโรอีน

Share on Line Share on Facebook Share on X

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลียจับกุมพนักงานสายการบินหญิงชาวไทยวัย 26 ปี ในข้อหาต้องสงสัยนำเข้าเฮโรอีนมากกว่า 1 กิโลกรัมเข้าสู่ประเทศ หลังเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์นระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบินระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติระหว่างขั้นตอนตรวจสัมภาระ ก่อนนำกระเป๋าเข้าตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์และตรวจสอบเพิ่มเติม

ผลการตรวจพบผงสีขาวซุกซ่อนอยู่ภายในชั้นบุของกระเป๋าผ้าแบบถือจำนวน 12 ใบ ขณะที่การทดสอบเบื้องต้นให้ผลเป็นบวกต่อสารเฮโรอีน

ตำรวจออสเตรเลียประเมินว่า ยาเสพติดดังกล่าวมีมูลค่าจำหน่ายตามท้องถนนประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 11 ล้านบาท

หญิงรายนี้ถูกตั้งข้อหานำเข้าและครอบครองยาเสพติด ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี และมีกำหนดขึ้นศาลในนครเมลเบิร์นช่วงเดือนกันยายน

สรุปข่าว

กลายเป็นข่าวใหญ่ในสื่อต่างประเทศ กรณีพนักงานสายการบินหญิงชาวไทยถูกจับที่สนามบินเมลเบิร์น หลังเจ้าหน้าที่พบเฮโรอีนกว่า 1 กิโลกรัม ขณะที่การบินไทยเร่งร่วมมือทางการออสเตรเลีย และย้ำพร้อมดำเนินการเด็ดขาดหากพบการกระทำผิด

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลียจับกุมพนักงานสายการบินหญิงชาวไทยวัย 26 ปี ในข้อหาต้องสงสัยนำเข้าเฮโรอีนมากกว่า 1 กิโลกรัมเข้าสู่ประเทศ หลังเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์นระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบินระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติระหว่างขั้นตอนตรวจสัมภาระ ก่อนนำกระเป๋าเข้าตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์และตรวจสอบเพิ่มเติม

ผลการตรวจพบผงสีขาวซุกซ่อนอยู่ภายในชั้นบุของกระเป๋าผ้าแบบถือจำนวน 12 ใบ ขณะที่การทดสอบเบื้องต้นให้ผลเป็นบวกต่อสารเฮโรอีน

ตำรวจออสเตรเลียประเมินว่า ยาเสพติดดังกล่าวมีมูลค่าจำหน่ายตามท้องถนนประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 11 ล้านบาท

หญิงรายนี้ถูกตั้งข้อหานำเข้าและครอบครองยาเสพติด ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี และมีกำหนดขึ้นศาลในนครเมลเบิร์นช่วงเดือนกันยายน

ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลียระบุว่า จะเดินหน้าปราบปรามบุคคลที่อาศัยหน้าที่การงาน สถานะทางสังคม หรือสิทธิในการเข้าถึงพื้นที่ควบคุม เพื่อสนับสนุนเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดอย่างเข้มงวด 

ด้านนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ระบุ จากเหตุที่เกิดขึ้นได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ขณะเดียวกันได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และสอบทางวินัยทันที เพื่อให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน หรือ อาจจะเร็วกว่านั้น หากกระบวนการสรุปออกว่าเป็นความจริง ก็จะดำเนินการลงโทษสูงสุดด้วยการเลิกจ้าง 

พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับการบินไทย ซึ่งต่อไปจะยิ่งทำให้ลูกเรือ หรือคนไทย ที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลีย อาจมีความเข้มงวด ยุ่งยาก และซับซ้อนมากขึ้น แต่ลึก ๆ ยังเชื่อว่า แต่ละประเทศคงไม่ตัดสินจากเหตุการณ์นี้เหตุกาณ์เดียว 

นอกจากนั้นขอย้ำว่าการบินไทยมีระบบ และ กฎระเบียบที่เข้มงวดเคร่งครัด แต่เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ได้กำชับตามสายงานให้เข้มงวด กวดขันมากขึ้น บางอย่างก็อาจจะควบคุมยาก เพราะการบินไทยมีลูกเรือกว่า 4,000 คน นักบินอีกกว่า 1,000 คน ก่อนออกทำการบิน การบินไทยก็มีการบรีฟข้อบังคับ ข้อห้าม สิ่งผิดกฎหมายทุกอย่างอยู่แล้ว ทุกคนก็รู้อยู่ว่าสิ่งใดทำได้ หรือ ไม่ได้ หรือผิดกฎหมาย ดังนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบตนเอง 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้นอกจากจะเป็นคดีอาญาร้ายแรงแล้ว ยังสร้างแรงกดดันต่อภาพลักษณ์ของการบินไทย ซึ่งอยู่ระหว่างสร้างความเชื่อมั่นในฐานะสายการบินแห่งชาติและแบรนด์ไทยในตลาดโลก

อุตสาหกรรมการบินให้ความสำคัญอย่างมากกับความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานของบุคลากร โดยเฉพาะพนักงานที่มีสิทธิผ่านพื้นที่ควบคุมในสนามบิน เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานแม้เป็นการกระทำเฉพาะบุคคล จึงอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร พันธมิตรทางธุรกิจ และหน่วยงานกำกับดูแลได้

โจทย์สำคัญของการบินไทยต่อจากนี้ คือการสื่อสารอย่างโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และแสดงให้เห็นว่าระบบคัดกรองและกำกับดูแลภายในมีความเข้มแข็งเพียงพอ เพื่อจำกัดความเสียหายไม่ให้ขยายจากคดีของพนักงานรายหนึ่ง ไปสู่ความเชื่อมั่นต่อองค์กรและภาพลักษณ์ของสายการบินในระยะยาว ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด