"BYD-Xpeng" ท้าชน "Tesla" สู้ศึกหุ่นยนต์

Share on Line Share on Facebook Share on X

หลังแข่งขันกับ Tesla (เทสลา) ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติมาอย่างยาวนาน เวลานี้ ผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายกำลังเบนเข็มสู่สนามการแข่งขันแห่งใหม่ คือ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือ ฮิวแมนนอยด์  หลังก่อนหน้านี้ เทสลา ประกาศจะเริ่มทยอยผลิตหุ่นยนต์ Optimus ภายในปีนี้ 

รายงานของ เซาต์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน เช่น BYD และ Xpeng กำลังเร่งแผนการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เชิงพาณิชย์ ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญต่อความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อสร้างตลาดใหม่ที่กว้างกว่าธุรกิจการขนส่งแบบดั้งเดิม

เมื่อไม่นานมานี้ Stella Li รองประธานบริหาร บีวายดี กล่าวผ่านคลิปวิดีโอ ที่เผยแพร่บนบัญชีทางการของบริษัทฯ ใน WeChat ว่า จีนจะเป็นตลาดแรกที่ได้เห็นการนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์มาใช้ในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ พร้อมระบุว่า บีวายดี ได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนด้าน เอไอ จำนวนมหาศาล แม้อาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะก่อนจะเริ่มเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปข่าว

ผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายราย โดยเฉพาะ BYD และ Xpeng กำลังเร่งแผนการผลิตหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือ ฮิวแมนนอยด์ ในเชิงพาณิชย์ เป็นแนวรบใหม่เพื่อท้าชิงกับ Tesla หลังแข่งขันด้านยานยนต์ไฟฟ้า มานานหลายปี โดยเชื่อว่าจะเป็นตลาดใหม่ที่มีโอกาสมากกว่าเดิมในอนาคต

หลังแข่งขันกับ Tesla (เทสลา) ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติมาอย่างยาวนาน เวลานี้ ผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายกำลังเบนเข็มสู่สนามการแข่งขันแห่งใหม่ คือ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือ ฮิวแมนนอยด์  หลังก่อนหน้านี้ เทสลา ประกาศจะเริ่มทยอยผลิตหุ่นยนต์ Optimus ภายในปีนี้ 

รายงานของ เซาต์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน เช่น BYD และ Xpeng กำลังเร่งแผนการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เชิงพาณิชย์ ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญต่อความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อสร้างตลาดใหม่ที่กว้างกว่าธุรกิจการขนส่งแบบดั้งเดิม

เมื่อไม่นานมานี้ Stella Li รองประธานบริหาร บีวายดี กล่าวผ่านคลิปวิดีโอ ที่เผยแพร่บนบัญชีทางการของบริษัทฯ ใน WeChat ว่า จีนจะเป็นตลาดแรกที่ได้เห็นการนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์มาใช้ในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ พร้อมระบุว่า บีวายดี ได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนด้าน เอไอ จำนวนมหาศาล แม้อาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะก่อนจะเริ่มเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม บีวายดี ยังไม่เปิดเผยกรอบระยะเวลาการผลิตจำนวนมาก แต่ยืนยันว่ามีแผนจะจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก

ด้าน เอ็กซ์เผิง ก็ประกาศเป้าหมายเดินหน้าผลิตหุ่นยนต์จำนวนมาก ภายในสิ้นปีหน้า (2027) โดย He Xiaopeng ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคยระบุเป้าหมายดังกล่าวไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

และกล่าวด้วยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าจำหน่ายหุ่นยนต์ให้ได้ 1 ล้านตัวต่อปีภายในปี 2030 พร้อมเดินหน้าลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้ครัวเรือนทั่วไปสามารถเข้าถึงหุ่นยนต์ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้เล่นรายอื่น ๆ ก็กำลังกระโดดเข้าสู่สนามการแข่งขันเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Li Auto และ Xiaomi ซึ่งต่างก็ประกาศแผนพัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์สำหรับการใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่ในโรงงานอุตสาหกรรม งานโลจิสติกส์ ไปจนถึงภาคบริการ การต้อนรับและการดูแลผู้สูงอายุ 

รวมถึง Chery Automobile ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ก็ลงทุนอย่างหนักในภาคส่วนนี้ ผ่านความร่วมมือกับบริษัทด้าน เอไอ เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์เช่นกัน

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ กำลังผลักดันให้ ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยทั้งสองประเทศต่างมุ่งช่วงชิงความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะเป็นก้าวต่อไปของการปฏิวัติด้าน เอไอ

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์มองว่า จีนมีความได้เปรียบอย่างมาก ทั้งกำลังการผลิตขนาดใหญ่และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้ผลิตจีนสามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งจากต่างประเทศ ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในอนาคต

ขณะที่ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla เปิดเผยระหว่างการแถลงผลประกอบการไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ว่าบริษัทจะเริ่มผลิตหุ่นยนต์ ออปติมัส ที่โรงงาน Fremont ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ปีนี้ ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 4 เดือนหลังจากรถยนต์ Model S และ Model X คันสุดท้ายออกจากสายการผลิต 

โดยยอมรับว่าในระยะแรก กำลังการผลิตจะยังค่อนข้างจำกัดและค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการติดตั้งสายการผลิตหุ่นยนต์แห่งที่ 2 ที่โรงงาน Gigafactory Texas  ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในช่วงฤดูร้อนปี 2027 และจะรองรับการผลิต Optimus Gen 4 ซึ่งออกแบบมาเพื่อการผลิตในปริมาณมากในอนาคต 

ในขณะที่แนวรบใหม่อย่างฮิวแมนนอยด์ กำลังมีภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ในแนวรบเดิมอย่างธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ยังเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยผู้ผลิตจีนกำลังเร่งส่งออกรถยนต์อย่างหนัก ส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยตลาดในประเทศที่กำลังหดตัว

ข้อมูลจจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1 ล้าน 5 แสน 3 หมื่นคัน ลดลงร้อยละ 22.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 

ขณะที่ยอดขายสะสมในช่วง 5 เดือนแรกของปี มีจำนวน 7 ล้าน 1 แสน 8 หมื่นคัน ลดลงไปร้อยละ 19.7 ส่งผลให้มีการปรับลดคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ทั้งปี จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัวเพียงร้อยละ 1 เป็นหดตัวถึงร้อยละ 11

ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง การลดเงินอุดดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงตลาดที่เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว หลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาหลายปีติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางยอดขายในประเทศที่หดตัว ผู้ผลิตรถยนต์จีน มุ่งหน้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างหนัก ทั้ง BYD, Chery และ Geely กำลังมุ่งเป้าไปที่ตลาดละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และล่าสุดคือแคนาดา 

โดยยอดส่งออกรถยนต์จีนเดือนพฤษภาคม แตะที่ 930,000 คัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 68.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจำนวน 809,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 73 จากเดือนพฤษภาคมปีก่อน

และช่วง 5 เดือนแรกของปี จีนส่งออกรถยนต์สะสมแล้วเป็นจำนวนมากกว่า 4.05 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 63 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นำโดยรถยนต์พลังงานใหม่ที่เติบโตขึ้นเป็นเท่าตัว

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ : -