จีนไล่บี้ยุโรป สินค้าฝรั่งเศสเริ่มเหนื่อย

Share on Line Share on Facebook Share on X

ตลาดโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนต่อผู้ผลิตยุโรปหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เริ่มเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งในเอเชียมากขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าเดิม

ข้อมูลจากสถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจ Rexecode และ Skema Business School ของฝรั่งเศส ซึ่งสำรวจผู้นำเข้าสินค้าในยุโรปกว่า 480 ราย พบว่า สินค้าฝรั่งเศสยังได้รับการยอมรับด้านคุณภาพในระดับสูง โดยอยู่ในอันดับ 4 ของโลก รองจากเยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี แต่ความสามารถในการแข่งขันด้านราคากลับลดลงมาอยู่อันดับ 6 และถือว่าต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า คุณภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะผู้ซื้อจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" มากขึ้น หลังยุโรปเผชิญทั้งเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และกำลังซื้อที่อ่อนแรง ขณะที่สินค้าจากจีนและเอเชียสามารถยกระดับคุณภาพได้รวดเร็ว แต่ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนเอาไว้ได้

ผลกระทบเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขการค้า โดยฝรั่งเศสมีตัวเลขขาดดุลการค้าราว 70,000 ล้านยูโรในปี 2568 ขณะที่หลายอุตสาหกรรมสำคัญ ทั้งอาหาร เภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย ความงาม และเครื่องใช้ในครัวเรือน เริ่มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งต่างประเทศ

สรุปข่าว

ฝรั่งเศสเป็นเจ้าของแบรนด์ระดับโลกจำนวนมาก แต่เวลานี้สินค้าฝรั่งเศสกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากจีนและเอเชียที่พัฒนาทั้งคุณภาพ เทคโนโลยี และความคุ้มค่าได้รวดเร็วขึ้น สะท้อนว่าโลกธุรกิจยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันแค่คุณภาพ แต่ต้องแข่งทั้งราคา นวัตกรรม และประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อมกัน

ตลาดโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนต่อผู้ผลิตยุโรปหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เริ่มเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งในเอเชียมากขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าเดิม

ข้อมูลจากสถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจ Rexecode และ Skema Business School ของฝรั่งเศส ซึ่งสำรวจผู้นำเข้าสินค้าในยุโรปกว่า 480 ราย พบว่า สินค้าฝรั่งเศสยังได้รับการยอมรับด้านคุณภาพในระดับสูง โดยอยู่ในอันดับ 4 ของโลก รองจากเยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี แต่ความสามารถในการแข่งขันด้านราคากลับลดลงมาอยู่อันดับ 6 และถือว่าต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า คุณภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะผู้ซื้อจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" มากขึ้น หลังยุโรปเผชิญทั้งเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และกำลังซื้อที่อ่อนแรง ขณะที่สินค้าจากจีนและเอเชียสามารถยกระดับคุณภาพได้รวดเร็ว แต่ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนเอาไว้ได้

ผลกระทบเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขการค้า โดยฝรั่งเศสมีตัวเลขขาดดุลการค้าราว 70,000 ล้านยูโรในปี 2568 ขณะที่หลายอุตสาหกรรมสำคัญ ทั้งอาหาร เภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย ความงาม และเครื่องใช้ในครัวเรือน เริ่มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งต่างประเทศ

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ การเติบโตของจีนในฐานะคู่แข่งด้านคุณภาพสินค้า โดยข้อมูลของ Rexecode ระบุว่า จีนก้าวขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ของโลกด้านความสามารถแข่งขันเชิงคุณภาพ สะท้อนว่าจีนไม่ได้แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานสินค้าที่สูงขึ้น

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด AI และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้สินค้าจีนจำนวนมากเริ่มได้รับการยอมรับในตลาดโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ผลิตยุโรป

สำหรับฝรั่งเศส แม้ยังมีจุดแข็งสำคัญในกลุ่มสินค้าลักชัวรี่ อาหาร และสินค้าเฉพาะทางที่อาศัยแบรนด์และคุณภาพเป็นแต้มต่อ แต่การแข่งขันจากจีนกำลังทำให้โจทย์ของเศรษฐกิจฝรั่งเศสซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม


บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ คือ โลกยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครผลิตได้ถูกกว่า แต่แข่งขันกันว่าใครสามารถสร้างสินค้าให้มีคุณภาพสูง มีเทคโนโลยี มีแบรนด์ และยังคงคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคได้มากกว่า ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกันที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว หากต้องการแข่งขันในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มาข้อมูล : Rexecode ,Skema Business School

ที่มารูปภาพ : chatgpt