ประธานอาวุโส CP เสนอปลุกพลัง “น้ำมันบนดิน”

Share on Line Share on Facebook Share on X

ในการหารือระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน ภายใต้งาน  ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งจัดขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอจากผู้นำภาคธุรกิจในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมเสนอแนวทางต่อรัฐบาล ว่า ประเทศไทยยังมี “โอกาสมหาศาล” ท่ามกลางวิกฤตโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็น “น้ำมันบนดิน” ที่สร้างได้ไม่รู้จบ // โดยเห็นว่า น้ำมันบนดิน สำคัญกว่า น้ำมันใต้ดิน เพราะทุกคนต้องกินอาหาร ส่วนชาวนาคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่วันนี้ชาวนายังยากจน จึงต้องช่วยกันแก้ปัญหา

 พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ และการยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศในระยะยาว



สรุปข่าว

ในวงการหารือ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เสนอรัฐบาลเร่งลงทุนระบบน้ำ ยกระดับเกษตรกรไทย พร้อมชูนโยบายผลักดันภาคเกษตรและอาหารเป็น “น้ำมันบนดิน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ในการหารือระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน ภายใต้งาน  ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งจัดขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอจากผู้นำภาคธุรกิจในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมเสนอแนวทางต่อรัฐบาล ว่า ประเทศไทยยังมี “โอกาสมหาศาล” ท่ามกลางวิกฤตโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็น “น้ำมันบนดิน” ที่สร้างได้ไม่รู้จบ // โดยเห็นว่า น้ำมันบนดิน สำคัญกว่า น้ำมันใต้ดิน เพราะทุกคนต้องกินอาหาร ส่วนชาวนาคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่วันนี้ชาวนายังยากจน จึงต้องช่วยกันแก้ปัญหา

 พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ และการยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศในระยะยาว



ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านภูมิอากาศ แสงอาทิตย์ และศักยภาพการเพาะปลูก แต่ปัญหาหลักของเกษตรไทยคือ “น้ำ” หากภาครัฐลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำ และกระจายน้ำให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ เหมือนที่เคยพัฒนาไฟฟ้าและถนนเข้าถึงทุกหมู่บ้านในอดีต จะสามารถยกระดับผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรได้อย่างก้าวกระโดด โดยจากประสบการณ์ตรง หากมีน้ำ เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี และหากยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผลผลิตต่อไร่อาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า 

พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนวคิด “นิคมอุตสาหกรรมเกษตร” ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชย์ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และตลาดเชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และสร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูงผ่านการใช้ AI เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต


ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีโอกาสอีกมาก แต่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบการผลิตยุคใหม่ โดยใช้ AI เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และผลิตภัณฑ์ที่ใช้การวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น

นายธนินท์ กล่าวว่า “ผู้ชนะในอนาคตคือผู้ที่ปรับตัวได้เร็ว และโลจิสติกส์จะเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน หากใช้ AI บริหารจัดการได้ดี ธุรกิจเดิมจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และธุรกิจใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นตามมาอีกมาก”

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN