
สรุปข่าว
วันนี้ ( 17 ธ.ค.64) ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,641.73 จุด ลดลง 3.59 จุด (-0.22%) มูลค่าการซื้อขาย 96,453.20 ล้านบาท ระหว่างวันทำจุดสูงสุดที่ 1,646.85จุด และต่ำสุดที่ 1,637.09 จุด โดยดัชนีแกว่งตัวในแดนลบตลอดวัน แม้ข่าวการเก็บภาษีของกระทรวงการคลังในปีหน้าจะไม่ทำให้นักลงทุนวิตก แต่ยังมีแรงขายทำกำไรของหุ้นกลุ่มธนาคารที่ปรับขึ้นมา หลังรับทราบผลการประชุมเฟดในวันก่อนหน้า อีกทั้งในภาพรวมยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนใหม่
โดย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) ได้แสดงความเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกันแนวคิดการเก็บภาษีขายหุ้นในปี 65 อัตรา 0.1% ของมูลค่าขายเกิน 1 ล้านต่อเดือน และเตรียมส่งหนังสือชี้แจงกระทรวงการคลังเพิ่มเติม เนื่องจากมองว่า ในเรื่องดังกล่าวอาจส่งผลเสียมากกว่าได้ประโยชน์ เนื่องจากตลาดทุนไทยยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนนักลงทุนยังน้อยเพียงประมาณ 2 ล้านราย และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงจำเป็นต้องกระตุ้นให้ประชาชนมาออมในตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น และอาจเป็นผลเสียเรื่องการออมของคนไทยในอนาคต
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโสนักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งแคบคคล้ายกับตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียวันนี้เคลื่อนไหวในแดนบวก-ลบสลับกัน ขณะทีตลาดในยุโรปเทรดบ่ายนี้ติดลบเล็กน้อยราว 0.3% หลังจากที่วานนี้ปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง ซึ่งมองเป็นการชะลอความร้อนแรง โดยในช่วงท้ายตลาดฯอาจรับผลกระทบจาก FTSE Rebalance แต่คงจะไม่มาก และวอลุ่มเทรดโดยรวมของตลาดฯก็อาจจะมีมากขึ้น
ส่วนแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า คาดว่าตลาดฯคงจะแกว่ง Sideway ถึง Sideway up ในลักษณะสร้างฐานแต่ยังแกว่งขึ้นได้อยู่ จากแรงหนุนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า ที่จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเป็นแรงส่งให้กับตลาดฯ ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะมีหลายโครงการออกมา โดยให้ติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ โดยเฉพาะมุมมองเศรษฐกิจ น่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัว และตัวเลขส่งออกของไทยที่จะออกมาในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ด้วย รวมถึงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอน หลังจากที่อังกฤษมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่เร่งตัวขึ้นมาก มองกรอบที่ 1,630-1,660 จุด
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับได้แก่
1. EA มูลค่าการซื้อขาย 8,759.27 ล้านบาท ปิดที่ 93.25 บาท ลดลง 4.75 บาท
2.SCGP มูลค่าการซื้อขาย 4,619.44 ล้านบาท ปิดที่ 67.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.25 บาท
3. KBANK มูลค่าการซื้อขาย 3,592.19 ล้านบาท ปิดที่ 141.00 บาท ลดลง 2.00 บาท
ข้อมูล : marketdata.set.or.th, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) , สภาธุรกิจตลาดทุนไทย
ภาพประกอบ : AFP , TNN ONLINE
- “หุ้นไทย” หมดแรง GDP-EPS โดนหั่นเรียบ “ภาษีสหรัฐฯ” ตัดสิน ไปต่อหรือรอ “1,000 จุด”
- หุ้นไทยไร้เสน่ห์ เพราะอะไร "หลบภัยตัวไหนดี"
- นาทีทองช้อนหุ้นไทย! ตัวไหนน่าลงทุนระยะสั้น-ยาว เช็กที่นี่ !
- ไตรมาส1 กำไร บจ. แกร่ง! SET ลุ้นโต 4% กนง.อาจไม่ลดดอกเบี้ย แนะหุ้นเด่น GULF ADVANC MTC
- หุ้นไทยเผชิญปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ตัวไหนน่าเก็งกำไร เช็กที่นี่ !
- 5 อันดับ “หุ้นไทย” ผลตอบแทน “สูงสุด-ต่ำสุด” ตั้งแต่ “ทรัมป์” ประกาศ "ภาษีสหรัฐฯ"
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand