เอกชนวอนรัฐเพิ่มมาตรการเยียวยา ชี้วงเงิน 4.2 หมื่นล้านไม่เพียงพอ

Share on Line Share on Facebook Share on X
เอกชนวอนรัฐเพิ่มมาตรการเยียวยา  ชี้วงเงิน 4.2 หมื่นล้านไม่เพียงพอ

สรุปข่าว

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐคลอดมาตรการเยียวยาช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ในพื้นที่ 10 จังหวัดวงเงิน 4.2 หมื่นล้านบาทว่า มาตรการที่ออกมาประคองให้ธุรกิจและประชาชนที่ขาดรายได้ 0.1-0.3% เท่านั้น แต่หอการค้าประเมินความเสียหายที่ 0.7-1% หรือ 2 แสนล้านบาท ซึ่งมองแล้วภาครัฐต้องมีมาตรการเสริมเพิ่มเติมมากกว่านี้   


อย่างไรก็ตาม ในวันนี้( 14 ก.ค.) หอการค้าจะมีการประชุมร่วมกับภาคเอกชนเพื่อหารือข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 นอกเหนือจากที่กกร.เสนอให้มีการลดค่าน้ำ ค่าไฟ 


นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เป็นเรื่องทีดีในช่วยเหลือประชาชน  แต่ในด้านภาคธุรกิจช่วยได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่เอกชนต้องการขณะนี้เป็นเรื่องของวัคซีน ภาครัฐต้องเร่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ กระจาย และเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมโดยเร็ว  เพราะขณะนี้ธุรกิจต่างประเทศเริ่มฟื้นตัวและเราก็อยากฟื้นตัวเช่นกัน  หากวัคซีนยังล่าช้าและเราหกล้มอีกครั้งจะลุกยาก เพราะธุรกิจไม่มีเงินทุนที่จะเดินหน้าต่อได้อีก

    

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  กว่าวว่า  ยังไม่เพียงพอ แต่ภาครัฐก็มีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ ก็ถือว่ายังดีกว่าไม่มีมาตรการเยียวยาอะไรออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ  แต่ประเด็นที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือการควบคุมการระบาดของโควิดภายในระยะเวลา 1-2 เดือนจะต้องทำให้ตัวเลขของการติดเชื้อลดลงมาได้เหลือ 1-2 พันคนต่อวันไม่เช่นนั้น สถานการณ์การระบาดจะยืดเยื้อออกไปอีกจนกระทบต่อเศรษฐกิจ


นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด กล่าวว่า  เห็นด้วยในหลักการของมาตรการเยียวยาล่าสุดที่ออกมาของรัฐ  เนื่องจากวันนี้ เศรษฐกิจไทยตกต่ำอย่างขีดสุด กระทบกลุ่มคนทุกกลุ่ม มาเป็นเวลามากกว่า 1 ปีครึ่ง 


ขณะที่บางกลุ่มอยู่อย่างยากลำบาก เช่น แรงงานในภาคอสังหาฯ ที่กระทบจากคำสั่งปิดแคมป์คนงาน ทำให้คนงานทั้งระบบไม่มีรายได้ ส่วนการช่วยเหลือจากรัฐ จ่ายชดเชย 50% กลับถูกจำกัดแค่ในกลุ่มคนที่ประกันตนเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับความจริง ที่มีแรงงานจำนวนมากอยู่นอกระบบ ลักษณะหาเช้า - กินค่ำ รายได้ต่อวันไม่ถึง 400 บาท  โดยแม้กลุ่มคนเหล่านี้ จะได้รับการดูแลในด้านอาหารการกินจากรัฐ แต่ทุกคนมีภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนไม่ต่างจากกลุ่มคนอื่นๆ อยากให้รัฐบาลเร่งทบทวนในเรื่องนี้  


นอกจากนี้พบผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เข้าไม่ถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน)   เพราะต้องผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำให้ดอกเบี้ยสูง ไม่ได้ช่วยอย่างแท้จริง


อย่างไรก็ตาม  เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ครม.อนุมัติกรอบวงเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด 10 จังหวัด 4.2 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยลดผลกระทบในระยะสั้นสำหรับกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการทั้งในและนอกระบบประกันสังคมใน 9 สาขา วงเงิน 3 หมื่นล้านบาทโดยลูกจ้างผู้ประกันตนตาม ม.33 จะได้รับการช่วยเหลือ 2,500 บาทต่อคน ลูกจ้างที่ได้รับชดเชยจะได้รับเงินเดือน 50% ของค่าจ้าง รวมไม่เกินคนละ 10,000 บาท ผู้ประกอบการจะได้รับรายละ 3,000 บาท ต่อลูกจ้าง 1 คน จำกัด ไม่เกิน 200 คน ผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 ได้รับความช่วยเหลือ 5,000 บาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพอีก วงเงินอีก 1.2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ เป็นเวลา 2 เดือน

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

avatar

TNNThailand

แท็กบทความ

เยียวยาโควิด
ไวรัสโควิด
โควิดล็อกดาวน์
นายชัยชาญ เจริญสุข
นายสนั่น อังอุบลกุล
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล
นายอุทัย อุทัยแสงสุข
sticky-bar-top