คลังเผย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จ่อขอเงินกู้กว่า 2,000 ล้าน เริ่ม 1 ต.ค. 69

Share on Line Share on Facebook Share on X
คลังเผย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จ่อขอเงินกู้กว่า 2,000 ล้าน เริ่ม 1 ต.ค. 69

กระทรวงการคลังเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เตรียมขอใช้เงินกู้มากกว่า 2,000 ล้านบาท หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ชะลอตัว คาดเริ่มโครงการวันที่ 1 ตุลาคม 2569 พร้อมปรับรูปแบบการสนับสนุนค่าที่พักเป็น Flat Rate หรืออัตราคงที่ต่อห้องต่อคืน เพื่อลดช่องโหว่การปรับราคาห้องพักสูงเกินจริง

สรุปข่าว

“ไทยเที่ยวไทยพลัส” จ่อขอเงินกู้กว่า 2,000 ล้านบาท เตรียมเริ่ม 1 ต.ค. 2569 ปรับสูตรอุดหนุนค่าที่พักเป็น Flat Rate ลดช่องโหว่โรงแรมโก่งราคา พร้อมพิจารณาเพิ่มวงเงินใช้จ่ายรายวัน

กระทรวงการคลังเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เตรียมขอใช้เงินกู้มากกว่า 2,000 ล้านบาท หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ชะลอตัว คาดเริ่มโครงการวันที่ 1 ตุลาคม 2569 พร้อมปรับรูปแบบการสนับสนุนค่าที่พักเป็น Flat Rate หรืออัตราคงที่ต่อห้องต่อคืน เพื่อลดช่องโหว่การปรับราคาห้องพักสูงเกินจริง

“ไทยเที่ยวไทยพลัส” เตรียมขอเงินกู้กว่า 2,000 ล้านบาท

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมเสนอรายละเอียดโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของวงเงินเยียวยา เพื่อขอใช้เงินกู้มากกว่า 2,000 ล้านบาท

ปัจจุบันยังมีวงเงินเหลือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าในเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเร่งจัดทำรายละเอียดโครงการเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เพื่อให้ทันเป้าหมายเริ่มดำเนินโครงการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

เป้าหมายสำคัญของโครงการคือการใช้มาตรการกระตุ้นให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ชะลอตัว

ปรับสูตรใหม่ “Flat Rate” อุดหนุนค่าที่พัก

สำหรับรูปแบบของ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จะมีลักษณะใกล้เคียงกับโครงการไทยเที่ยวไทยในอดีต แต่จะมีการปรับเงื่อนไขหลายด้านเพื่อปิดช่องโหว่ของมาตรการ โดยเฉพาะการสนับสนุนค่าที่พัก

เดิมภาครัฐมีการสนับสนุนค่าห้องพักในสัดส่วน 30% ของราคาห้องพัก ซึ่งอาจเปิดช่องให้ผู้ประกอบการบางรายปรับราคาห้องพักสูงขึ้น เพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น

ดังนั้น ในโครงการรอบใหม่จึงมีแนวคิดปรับรูปแบบการสนับสนุนเป็น “Flat Rate” หรือการสนับสนุนในอัตราคงที่ต่อห้องต่อคืน โดยไม่ผูกกับราคาห้องพักที่ผู้ใช้บริการเลือก

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐสามารถควบคุมวงเงินสนับสนุนได้ชัดเจนขึ้น และลดแรงจูงใจในการปรับราคาห้องพักสูงเกินจริง

หากประชาชนเลือกพักโรงแรมที่มีราคาสูงกว่าอัตราที่ภาครัฐสนับสนุน ผู้ใช้บริการจะต้องรับผิดชอบ ส่วนต่างค่าที่พักด้วยตัวเอง ขณะที่ผู้ที่เลือกพักโรงแรมราคาถูกกว่าอัตราสนับสนุน จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเองน้อยลง

ส่วนกรณีที่ราคาที่พักเท่ากับอัตราที่รัฐสนับสนุนพอดี ประชาชนก็จะไม่ต้องจ่ายค่าห้องพักเพิ่มเติม แนวทางนี้จึงมุ่งแก้ปัญหาการตั้งราคาห้องพักสูงเกินจริงโดยตรง

พิจารณาเพิ่มวงเงินใช้จ่ายรายวัน

อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ วงเงินใช้จ่ายรายวัน ซึ่งในโครงการเดิมอยู่ที่ประมาณ 300–600 บาทต่อวัน

สำหรับ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” มีแนวคิดพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนมีวงเงินสำหรับใช้จ่ายระหว่างการท่องเที่ยวมากขึ้น

การเพิ่มวงเงินใช้จ่ายรายวันยังมีเป้าหมายเพื่อช่วย กระจายเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวไปยังร้านค้า ร้านอาหาร และผู้ประกอบการธุรกิจบริการ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวทั่วประเทศ

ลุ้นเริ่ม “ไทยเที่ยวไทยพลัส” 1 ตุลาคม 2569

ขณะนี้รายละเอียดของโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ยังอยู่ระหว่างการจัดทำและเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องเร่งดำเนินการให้ทันกรอบเวลาที่วางไว้

หัวใจของมาตรการรอบใหม่จึงอยู่ที่การ กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการออกแบบเงื่อนไขให้รัดกุมขึ้น ทั้งการปรับรูปแบบเงินสนับสนุนค่าที่พักเป็น Flat Rate และการพิจารณาเพิ่มวงเงินใช้จ่ายรายวัน เพื่อให้เม็ดเงินจากมาตรการกระจายไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมากขึ้น

หากเป็นไปตามเป้าหมาย โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยมุ่งหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและช่วยพยุงรายได้ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง

ที่มาข้อมูล : กระทรวงการคลัง

ที่มารูปภาพ : Getty Images

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย