
สรุปข่าว
จับตาการดีเบตระหว่าง Kamala Harris และ Donald Trump ในสัปดาห์นี้ สัปดาห์นี้จะมีการดีเบตระหว่างอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน และคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯปีนี้ จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 10 ก.ย. ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มต้นในเวลา 21:00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (ET) ซึ่งตรงกับเวลา 08:00 น. ของวันพุธที่ 11 ก.ย. ตามเวลาในประเทศไทย จากที่ก่อนหน้านี้มีการดีเบตรอบแรกระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดนกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งการดีเบตครั้งนี้จะจัดขึ้นในศูนย์รัฐธรรมนูญแห่งชาติ ตั้งอยู่ ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย หนึ่งในรัฐสมรภูมิที่ผู้สมัครจากทั้งสองพรรคมีคะแนนสูสีกัน
โดยการดีเบตในครั้งนี้ อาจครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ การย้ายถิ่นฐาน และการทำแท้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ชาวอเมริกันให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยรูปแบบการดีเบตครั้งนี้อาจไม่ต่างกับช่วงดีเบตในเดือนมิ.ย. กล่าวคือ ไม่อนุญาตให้มีผู้ชมในห้องส่งและไมโครโฟนถูกปิดเสียงหากยังไม่ถึงคิวอภิปราย
เนื่องจากก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้มีการขู่ว่าจะขอถอนตัวจากดีเบต หลังทีมหาเสียง "แฮร์ริส" ขอเปิดไมค์ตลอดการดีเบต การคาดการณ์กลยุทธ์ที่แต่ละฝ่ายจะนำมาใช้ ซึ่งกลยุทธ์หลักของคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือการควบคุมอารมณ์ได้มากกว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการแถลงนโยบายที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐในเชิงบวกอย่างไร
ทั้งนี้ ในแง่เกี่ยวกับการทำแท้งที่ชาวอเมริกันให้ความสนใจอย่างมาก Kamala Harris อาจสื่อสารถึงการคุ้มครองสิทธิ์ในการทำแท้ง และอาจจะมีการโจมตี Donald Trump ในประเด็นการแต่งตั้งผู้พิพากษา 3 คนที่มีส่วนในการคว่ำคำพิพากษาคดีการทำแท้งประวัติศาสตร์ (Roe v. Wade) ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิในการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายของชาวอเมริกันทั่วประเทศ ในขณะที่ Donald Trump อาจจะโจมตีในการวิจารณ์ผลงานของ Kamala Harris ในฐานะรองประธานาธิบดี โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับปัญหาการอพยพเข้าเมืองภายใต้การทำงานของรัฐบาล ประธานาธิบดีโจ ไบเดน
ซึ่งเป็นอีกประเด็นหลักที่สำคัญเช่นกันที่ชาวอเมริกันให้ความสนใจ รวมถึงผลงานการบริหารของรัฐบาลไบเดน ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี ปัญหาการอพยพเข้าเมืองจำนวนมาก หนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งสูงอย่างมาก
ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดก่อนการดีเบตจะเกิดขึ้นโดยรอยเตอร์/อิปซอสส์พบว่า Kamala Harris มีคะแนนนำ Donald Trump อยู่ที่ 45% ต่อ 41% ขณะเดียวกันผลสำรวจของยูเอสเอทูเดย์/มหาวิทยาลัยซัฟฟอล์ก Kamala Harris มีคะแนนนิยมนำ Donald Trump ที่ 47.6% ต่อ 43.3%
ทั้งนี้ ผลสำรวจภายหลังการดีเบตอาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำเชิงบวกได้ หากว่าการดีเบตครั้งนี้ชี้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์กลับมามีคะแนนนำเหนือคามาลา แฮร์ริส ซึ่งตลาดจะกลับมาให้ความสนใจต่อการคาดการณ์ของผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่อาจเกิดขึ้น หากนายโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสหรัฐในปีนี้ ทั้งนี้เพนน์ วอร์ตัน บัดเจต โมเดล (Penn Wharton Budget Model) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ได้เปิดเผยผลการศึกษาฉบับล่าสุดว่า นโยบายเศรษฐกิจที่นำเสนอโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น 5.8 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่านโยบายที่นำเสนอโดยรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส เกือบ 5 เท่า โดยนโยบายของแฮร์ริสจะทำให้รัฐบาลกลางขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งยังต้องติดตามต่อไป
จับตาการดีเบตระหว่าง Kamala Harris และ Donald Trump ในสัปดาห์นี้
Gold Bullish
ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สงครามยูเครน-รัสเซีย
สงครามอิสราเอล-ฮามาส
ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง
Demand ทองคำจากอินเดียและจีนเริ่มกลับมา
ตลาดคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด
Gold Bearish
การหยุดซื้อทองคำของธนาคารกลางจีน
ราคาทองคำเกิดแรงเทขายแรงจนหลุด 2,500 ดอลลาร์ ทั้งนี้สัญญาณทางเทคนิคจาก MACD เกิด Bearish MACD และ Modified Stochastic ยังบ่งชี้การปรับตัวลงของราคาทองคำ โดยราคาทองคำมีแนวรับ 2,470 ดอลลาร์ และ 2,450 ดอลลาร์ และราคาทองคำมีแนวต้าน 2,530 ดอลลาร์
และแนวต้าน 2,540 ดอลลาร์ ส่วนแนวโน้มราคาทองแท่งในประเทศอาจปรับตัวลงในระยะสั้น จากสัญญาณทางเทคนิคที่บ่งชี้การปรับตัวลง ทั้งนี้มีโอกาสที่ราคาทองคำแท่งหลุด 40,000 บาท โดยมีแนวรับ 39,600 บาท และ 39,300 บาท ขณะที่มีแนวต้านที่ 40,500 บาท และ 40,650 บาท
- เงินบาทเช้านี้ 30 พ.ค. 2568 เปิดตลาด “แข็งค่า” ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์
- เงินบาทเช้านี้ 29 พ.ค. 2568 เปิดตลาด “อ่อนค่าลง” ที่ระดับ 32.81 บาทต่อดอลลาร์
- เงินบาทเช้านี้ 28 พ.ค. 2568 เปิดตลาด “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์
- เงินบาทเช้านี้ 27 พ.ค. 2568 เปิดตลาด “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ที่ระดับ 32.58 บาท/ดอลลาร์
- "เงินบาท" แข็งค่าสุดรอบ 7 เดือน จับตา "หนี้สหรัฐฯ" หลังรัฐบาล "ทรัมป์" ขาดความน่าเชื่อถือ
- เงินบาทเช้านี้ 26 พ.ค. 2568 เปิดตลาด “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ที่ระดับ 32.57 บาท/ดอลลาร์
- เงินบาทผันผวนคืออะไร? ทำไมต้องสนใจ แม้เราไม่ได้ไปแลกเงินดอลลาร์
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand