น้ำมันแพงดันเงินเฟ้อม.ค.พุ่ง 3.23%

Share on Line Share on Facebook Share on X
น้ำมันแพงดันเงินเฟ้อม.ค.พุ่ง  3.23%

สรุปข่าว

นายรณรงค์  พูลพิพัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือเงินเฟ้อทั่วไป เดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 3.23 %  หากเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเดือนธ.ค. 64 อยู่ที่  2.17%   เงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นในเดือนนี้เป็นเงินเฟ้อระดับปานกลางที่ค่อนข้างต่ำเกือบเป็นเงิน เฟ้ออ่อน 


ทั้งนี้หากพิจารณาเงินเฟ้อประเทศคู่ค้าสำคัญและในกลุ่มอาเซียน (ข้อมูลเดือนธ.ค.64) อาทิ สหรัฐอเมริกา สูงขึ้น  7 % (YoY) สหราชอาณาจักร สูงขึ้น  5.4 % (YoY) สิงคโปร์ สูงขึ้น 4 %  (YoY) และฟิลิปปินส์ สูงขึ้น  3.6  %  (YoY) ดังนั้น เมื่อพิจารณาภาวะเงินเฟ้อของหลายประเทศในสถานการณ์โลกปัจจุบันเงินเฟ้อของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก 


สาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อในเดือนนี้เพิ่มสูงขึ้น  3.23 %  (YoY) คือ สินค้าในกลุ่มพลังงาน ที่ได้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเงินเฟ้อ โดยสินค้ากลุ่มพลังงานสูงขึ้น 19.22%  เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 564 ดังนั้น สินค้าในกลุ่มพลังงานจึงมีผลต่อการขึ้นของเงินเฟ้อถึง  2.25 %  เมื่อเทียบกับสินค้าในกลุ่มอาหารสดที่มีผลต่อเงินเฟ้อน้อยมาก 


นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอื่น ๆ ที่ปรับราคาสูงขึ้นเล็กน้อยตามต้นทุน (ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าจ้างแรงงาน ) จึงส่งผลต่อเงินเฟ้อไม่มากนัก อาทิ น้ำมันพืช อา หารบริโภคในบ้าน-นอกบ้าน และค่าบริการส่วนบุคคล นอกจากนี้ จากการที่อัตราเงินเฟ้อในเดือนมกราคม 2565 เพิ่มสูงขึ้น 3.23%  (YoY) เพราะฐานราคาเดือนเดียวกันของปี 2564 ค่อนข้างต่ำ


ทั้งนี้มองว่าสินค้าในกลุ่มพลังงานส่งผลให้เงินเฟ้อในเดือนนี้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สินค้ากลุ่มอาหารยังไม่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ปรับลดลง อาทิ ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า ผักสด ผลไม้สด เสื้อผ้า ค่าเช่าบ้าน และค่าเล่าเรียน ส่งผลให้เงินเฟ้อของไทยขยายตัวในระดับที่ไม่สูงมากนัก


อย่างไรก้ตาม เงินเฟ้อที่สูงขึ้นในเดือนนี้ สอดคล้องกับเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจสำคัญหลายตัวที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านอุปสงค์ ได้แก่ ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ปริมาณนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และการส่งออกสินค้าที่ยังคงขยายตัวได้ดี ด้านอุปทาน ได้แก่ กำลังการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ดัชนีการจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง และยอดการจัดเก็บภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น


ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตปรับสูงขึ้น  8.7%  จาก  7.7%  ในเดือนก่อนหน้า และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ที่สูงขึ้น  6.1% จาก 8.9 % ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 44.6 จากระดับ 47.0 ในเดือนก่อนหน้า 


สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไป เดือนก.พ.คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นในระดับที่ไม่มากนัก สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน  ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ ที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามราคาในตลาดโลก ประกอบกับราคาฐานของเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมายังอยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นตาม ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าจ้างแรงงาน 


นอกจากนี้การยกเลิกการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี 2565 ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการผลิตและราคาขายปลีกสินค้าและบริการในลำดับต่อไป ส่วนปัจจัยภายนอกที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น อาทิ ค่าขนส่ง และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาอาหารทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น


" อัตราเงินเฟ้อที่ 3% ยังไม่เป็นสัญญาณที่ต้องกังวล เพราะมองว่าเป็นเงินเฟ้อแบบอ่อน ๆ ไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้ภาครัฐจะต้องใช้มาตรการเพื่อสกัดเงินเฟ้อในขณะนี้  ซึ่งอัตราเงินเฟ้อในระดับ 1-3% ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจ  และเชื่อว่าหากเงินเฟ้อสูงขึ้นธปท.และคลังจะเข้ามาดูแลไม่ให้สูงขึ้นจนกระทบเศรษฐกิจ "



ที่มา  สำนักงานนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การค้า  

ภาพประกอบ  สำนักงานนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การค้า  


 

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

avatar

TNNThailand

แท็กบทความ

เงินเฟ้อพาณิชย์น้ำมันแพง
อาหารสด
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์
sticky-bar-top