ฝีดาษวานรในไทยปี 2569 พบ 470 ราย เปิดกรณีหนุ่มตรวจ 4 ครั้งกว่าจะรู้ผล

โรคฝีดาษวานร หรือ Mpox ยังคงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีจำนวน 470 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม 3 ราย ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนสังเกตอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผื่น ตุ่มน้ำ และต่อมน้ำเหลืองโต รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการสงสัยติดเชื้อ
ล่าสุด กรณีชายวัย 25 ปี เปิดเผยประสบการณ์ป่วยฝีดาษวานรผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลังต้องเข้าพบแพทย์หลายครั้งก่อนทราบผลยืนยันการติดเชื้อ ได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเฉพาะประเด็นการวินิจฉัยโรคในระยะแรกที่อาจมีอาการคล้ายโรคอื่น รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับช่องทางแพร่เชื้อและแนวทางรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง
เปิดกรณีผู้ป่วยวัย 25 ปี พบแพทย์ 4 ครั้งก่อนทราบผล
กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องราวของนายธนภัทร หรือ ออกัส อายุ 25 ปี ซึ่งเปิดเผยว่าเริ่มมีอาการผิดปกติในช่วงเดือนตุลาคม 2569 โดยมีอาการนอนไม่หลับติดต่อกัน 2–3 วัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหลังรุนแรง และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบทั้งสองข้างบวมโต ก่อนเริ่มมีผื่นและตุ่มขึ้นตามผิวหนัง รวมถึงบริเวณใบหน้า
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล หลังอาการปวดรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยระบุว่าต้องพบแพทย์รวม 4 ครั้ง ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่าติดเชื้อฝีดาษวานร
ในระยะแรกมีการตรวจเลือดและประเมินการทำงานของตับและไต ซึ่งผลตรวจทั่วไปไม่พบความผิดปกติชัดเจน ต่อมาผู้ป่วยเข้ารับการประเมินจากแพทย์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งพบลักษณะรอยโรคที่เข้าข่ายสงสัยฝีดาษวานร จึงมีการประสานส่งตรวจยืนยันตามขั้นตอนทางการแพทย์
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นคำบอกเล่าของผู้ป่วยเกี่ยวกับการเข้ารับบริการ ยังไม่มีรายละเอียดผลตรวจทางห้องปฏิบัติการครบทั้ง 4 ครั้ง จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ป่วยได้รับการตรวจหาเชื้อฝีดาษวานรด้วยวิธี PCR แล้วได้ผลเป็นลบถึง 3 ครั้ง หรือเกิดข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยของสถานพยาบาล
ภายหลังทราบผล ผู้ป่วยเลือกแยกตัวรักษาที่บ้านภายใต้คำแนะนำและการติดตามอาการของแพทย์ โดยข้อมูลช่วงวันที่ 3–4 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า อาการปวดเริ่มทุเลา ไม่มีไข้แล้ว แต่ยังมีรอยแผลและสะเก็ดตามผิวหนัง จึงต้องแยกตัวต่อไปจนกว่าจะเป็นไปตามเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด
สำหรับเหตุผลที่เปิดเผยเรื่องราว ผู้ป่วยระบุโดยสรุปว่า ต้องการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหยุดงานเพื่อรักษาตัว และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร โดยไม่ต้องการให้ผู้ติดเชื้อถูกตีตราหรือถูกตัดสินจากพฤติกรรมส่วนบุคคล
ทำไมโรคฝีดาษวานรจึงอาจวินิจฉัยได้ยากในระยะแรก
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ระยะฟักตัวของโรคฝีดาษวานรโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 1–21 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการแตกต่างกัน ทั้งช่วงเวลาที่เริ่มป่วย ความรุนแรงของอาการ และลักษณะรอยโรคบนผิวหนัง
อาการที่พบได้ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ก่อนหรือระหว่างที่เกิดผื่นและตุ่มตามร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีผื่นหรือตุ่มเป็นอาการแรก โดยไม่มีไข้นำมาก่อน
ความท้าทายในการวินิจฉัยเกิดจากอาการบางอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกับโรคติดเชื้อชนิดอื่น เช่น โรคสุกใส โรคเริม และโรคติดเชื้อทางผิวหนัง โดยเฉพาะในระยะแรกที่ผื่นยังไม่ปรากฏชัดเจน หรือมีจำนวนรอยโรคไม่มาก
นอกจากนี้ การตรวจเลือดทั่วไป รวมถึงการตรวจค่าการทำงานของตับและไต ไม่ใช่การตรวจยืนยันการติดเชื้อฝีดาษวานรโดยตรง แม้ผลตรวจดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถตัดความเป็นไปได้ของโรคนี้ออกได้ทั้งหมด
สรุปข่าว
โรคฝีดาษวานร หรือ Mpox ยังคงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีจำนวน 470 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม 3 ราย ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนสังเกตอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผื่น ตุ่มน้ำ และต่อมน้ำเหลืองโต รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการสงสัยติดเชื้อ
ล่าสุด กรณีชายวัย 25 ปี เปิดเผยประสบการณ์ป่วยฝีดาษวานรผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลังต้องเข้าพบแพทย์หลายครั้งก่อนทราบผลยืนยันการติดเชื้อ ได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเฉพาะประเด็นการวินิจฉัยโรคในระยะแรกที่อาจมีอาการคล้ายโรคอื่น รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับช่องทางแพร่เชื้อและแนวทางรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง
เปิดกรณีผู้ป่วยวัย 25 ปี พบแพทย์ 4 ครั้งก่อนทราบผล
กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องราวของนายธนภัทร หรือ ออกัส อายุ 25 ปี ซึ่งเปิดเผยว่าเริ่มมีอาการผิดปกติในช่วงเดือนตุลาคม 2569 โดยมีอาการนอนไม่หลับติดต่อกัน 2–3 วัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหลังรุนแรง และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบทั้งสองข้างบวมโต ก่อนเริ่มมีผื่นและตุ่มขึ้นตามผิวหนัง รวมถึงบริเวณใบหน้า
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล หลังอาการปวดรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยระบุว่าต้องพบแพทย์รวม 4 ครั้ง ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่าติดเชื้อฝีดาษวานร
ในระยะแรกมีการตรวจเลือดและประเมินการทำงานของตับและไต ซึ่งผลตรวจทั่วไปไม่พบความผิดปกติชัดเจน ต่อมาผู้ป่วยเข้ารับการประเมินจากแพทย์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งพบลักษณะรอยโรคที่เข้าข่ายสงสัยฝีดาษวานร จึงมีการประสานส่งตรวจยืนยันตามขั้นตอนทางการแพทย์
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นคำบอกเล่าของผู้ป่วยเกี่ยวกับการเข้ารับบริการ ยังไม่มีรายละเอียดผลตรวจทางห้องปฏิบัติการครบทั้ง 4 ครั้ง จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ป่วยได้รับการตรวจหาเชื้อฝีดาษวานรด้วยวิธี PCR แล้วได้ผลเป็นลบถึง 3 ครั้ง หรือเกิดข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยของสถานพยาบาล
ภายหลังทราบผล ผู้ป่วยเลือกแยกตัวรักษาที่บ้านภายใต้คำแนะนำและการติดตามอาการของแพทย์ โดยข้อมูลช่วงวันที่ 3–4 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า อาการปวดเริ่มทุเลา ไม่มีไข้แล้ว แต่ยังมีรอยแผลและสะเก็ดตามผิวหนัง จึงต้องแยกตัวต่อไปจนกว่าจะเป็นไปตามเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด
สำหรับเหตุผลที่เปิดเผยเรื่องราว ผู้ป่วยระบุโดยสรุปว่า ต้องการแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหยุดงานเพื่อรักษาตัว และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร โดยไม่ต้องการให้ผู้ติดเชื้อถูกตีตราหรือถูกตัดสินจากพฤติกรรมส่วนบุคคล
ทำไมโรคฝีดาษวานรจึงอาจวินิจฉัยได้ยากในระยะแรก
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ระยะฟักตัวของโรคฝีดาษวานรโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 1–21 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการแตกต่างกัน ทั้งช่วงเวลาที่เริ่มป่วย ความรุนแรงของอาการ และลักษณะรอยโรคบนผิวหนัง
อาการที่พบได้ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ก่อนหรือระหว่างที่เกิดผื่นและตุ่มตามร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีผื่นหรือตุ่มเป็นอาการแรก โดยไม่มีไข้นำมาก่อน
ความท้าทายในการวินิจฉัยเกิดจากอาการบางอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกับโรคติดเชื้อชนิดอื่น เช่น โรคสุกใส โรคเริม และโรคติดเชื้อทางผิวหนัง โดยเฉพาะในระยะแรกที่ผื่นยังไม่ปรากฏชัดเจน หรือมีจำนวนรอยโรคไม่มาก
นอกจากนี้ การตรวจเลือดทั่วไป รวมถึงการตรวจค่าการทำงานของตับและไต ไม่ใช่การตรวจยืนยันการติดเชื้อฝีดาษวานรโดยตรง แม้ผลตรวจดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถตัดความเป็นไปได้ของโรคนี้ออกได้ทั้งหมด
ตรวจฝีดาษวานรด้วย PCR วิธีหลักในการยืนยันเชื้อ
กรมควบคุมโรคและองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี Polymerase Chain Reaction หรือ PCR เป็นวิธีหลักในการยืนยันการติดเชื้อฝีดาษวานร
การเก็บตัวอย่างมักดำเนินการจากรอยโรคบนผิวหนัง เช่น การป้ายเก็บตัวอย่างจากตุ่มหรือแผล รวมถึงวัสดุจากรอยโรคตามความเหมาะสม เพื่อนำไปตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสในห้องปฏิบัติการ
กระบวนการวินิจฉัยยังต้องอาศัยการประเมินร่วมกับประวัติสัมผัสเสี่ยงและอาการทางคลินิก โดยเฉพาะผู้ที่มีผื่นผิดปกติร่วมกับต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
หากเคยพบแพทย์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีผื่นและตุ่มเพิ่มขึ้น ควรกลับเข้ารับการประเมินอีกครั้ง พร้อมแจ้งลำดับการเกิดอาการและประวัติการรักษาก่อนหน้า เพื่อช่วยให้แพทย์พิจารณาการตรวจเพิ่มเติมได้เหมาะสม
ฝีดาษวานรติดต่ออย่างไร ใช้สิ่งของร่วมกันเสี่ยงหรือไม่
โรคฝีดาษวานรเกิดจากเชื้อไวรัส Monkeypox virus ซึ่งสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผิวหนัง รอยโรค สารคัดหลั่ง และเยื่อบุ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องนอน
การสัมผัสใกล้ชิดระหว่างกิจกรรมทางเพศเป็นหนึ่งในช่องทางแพร่เชื้อที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ช่องทางเดียว เนื่องจากการสัมผัสโดยตรงในลักษณะอื่นก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน
สำหรับกรณีใช้แก้วน้ำหรือภาชนะร่วมกัน ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับลักษณะการสัมผัสและการปนเปื้อนของเชื้อ โดยไม่สามารถระบุได้ว่าการใช้ภาชนะร่วมกันทุกครั้งจะทำให้ติดเชื้อ และไม่สามารถนำประวัติการใช้แก้วน้ำร่วมกับบุคคลอื่นมาใช้ยืนยันแหล่งติดเชื้อได้โดยไม่มีหลักฐานประกอบ
ดังนั้น การระบุช่องทางติดเชื้อของผู้ป่วยแต่ละรายจึงต้องอาศัยข้อมูลการสอบสวนโรค รวมถึงประวัติการสัมผัสในช่วงระยะฟักตัว ไม่สามารถสรุปจากการเข้าร่วมกิจกรรมสังสรรค์หรืออยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากเพียงอย่างเดียว
ผู้ป่วยฝีดาษวานรต้องนอนโรงพยาบาลทุกคนหรือไม่
แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยฝีดาษวานรของหน่วยงานสาธารณสุขไทยกำหนดให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของโรคและปัจจัยเสี่ยงเป็นรายบุคคล โดยผู้ป่วยบางกลุ่มสามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation ได้
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ระบบภูมิคุ้มกันปกติ และมีสภาพที่พักเหมาะสมต่อการป้องกันการแพร่เชื้อ แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาที่บ้าน พร้อมติดตามอาการและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรอยโรค การใช้ยา และการป้องกันการแพร่เชื้อ
ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีรอยโรคในตำแหน่งที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น บริเวณดวงตา รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถแยกตัวที่บ้านได้อย่างเหมาะสม อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
สำหรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ปัจจุบันมีการศึกษาการใช้ยา Tecovirimat สำหรับผู้ป่วยฝีดาษวานร แต่หลักฐานด้านประสิทธิผลและเงื่อนไขการใช้ยังมีข้อจำกัด การพิจารณาให้ยาจึงอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามแนวทางที่เกี่ยวข้อง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถฟื้นตัวได้ด้วยการรักษาประคับประคอง เช่น การบรรเทาอาการปวด การดูแลบาดแผล การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ และการป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ทั้งนี้ต้องมีการติดตามอาการเพื่อประเมินความจำเป็นในการรักษาเพิ่มเติม
กักตัวฝีดาษวานรกี่วัน จึงจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ
ระยะเวลาการเจ็บป่วยของโรคฝีดาษวานรโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2–4 สัปดาห์ แต่อาจแตกต่างกันไปตามสุขภาพพื้นฐานและความรุนแรงของอาการ
ผู้ป่วยควรแยกตัวจากบุคคลอื่นจนกว่ารอยโรคทั้งหมดจะหาย สะเก็ดหลุดออก และมีผิวหนังใหม่ปกคลุมอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากในช่วงที่ยังมีรอยโรคอาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อได้
ระหว่างรักษาตัวควรใช้ของส่วนตัวแยกจากสมาชิกในครอบครัว หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด ทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อย และดูแลแผลตามคำแนะนำของแพทย์
หากมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ปวดมากผิดปกติ หายใจลำบาก อ่อนเพลียมาก ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีความผิดปกติบริเวณดวงตา ควรติดต่อสถานพยาบาลทันที ไม่ควรรอให้อาการหายเอง
สถานการณ์ฝีดาษวานรไทยปี 2569 พบผู้ป่วยสะสม 470 ราย
ข้อมูลสถานการณ์โรคฝีดาษวานรจากกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีจำนวน 470 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม 3 ราย
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโรคฝีดาษวานรยังคงมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาการ ช่องทางแพร่เชื้อ และการเข้าถึงบริการตรวจรักษา
ขณะเดียวกัน หน่วยงานสาธารณสุขยังให้ความสำคัญกับการลดการตีตราผู้ป่วย เนื่องจากความกังวลเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติอาจเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเผยประวัติสัมผัสเสี่ยง และการเข้ารับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที
กรณีผู้ป่วยวัย 25 ปีที่เปิดเผยประสบการณ์ครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของความสำคัญในการสังเกตอาการและติดตามการวินิจฉัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีผื่นผิดปกติร่วมกับอาการที่เข้าข่ายโรคฝีดาษวานร
สิ่งสำคัญสำหรับประชาชนคือการทำความเข้าใจว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อมีการรับเชื้อผ่านช่องทางที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปพฤติกรรมส่วนบุคคลจากสถานะการติดเชื้อ และควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข
- สยบ "ฝีดาษลิง" อยู่หมัด! นักวิจัยสหรัฐฯ พบ "แอนติบอดีคู่ใหม่" ป้องกันฝีดาษลิงได้ 100% ในสัตว์ทดลอง
- ระวัง!เผลอกิน"เห็ดพิษ"ยอดป่วยสะสมแล้ว 3,269 ราย เสียชีวิต 11 ราย สธ.ย้ำ "เห็ดไม่รู้จัก ไม่แน่ใจ ไม่เก็บ ไม่กิน"
- เตือน! ผู้สูงอายุ 1 ใน 3 หกล้มทุกปี ชวนวัยทำงานเร่งป้องกันก่อนสูงวัย
- คนไทยติดเชื้อ HIV 5.5 แสน บางคนไม่รู้ตัว ชวนตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง
- กรมควบคุมโรค ย้ำเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่และโควิด 19 เน้นป้องกัน ลดการแพร่เชื้อในสถานที่ที่มีคนรวมกันจำนวนมาก
บรรณาธิการออนไลน์
