ระวัง!เผลอกิน"เห็ดพิษ"ยอดป่วยสะสมแล้ว 3,269 ราย เสียชีวิต 11 ราย สธ.ย้ำ "เห็ดไม่รู้จัก ไม่แน่ใจ ไม่เก็บ ไม่กิน"

Share on Line Share on Facebook Share on X
ระวัง!เผลอกิน"เห็ดพิษ"ยอดป่วยสะสมแล้ว 3,269 ราย เสียชีวิต 11 ราย สธ.ย้ำ "เห็ดไม่รู้จัก ไม่แน่ใจ ไม่เก็บ ไม่กิน"

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูฝนของทุกปีเห็ดป่าหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดีตามธรรมชาติทั้งเห็ดกินได้ และเห็ดกินไม่ได้ขึ้นปะปนกัน ด้วยลักษณะของเห็ดบางชนิดที่คล้ายคลึงกันมาก ทำให้ประชาชนอาจเก็บมาขายหรือนำมาปรุงอาหารโดยไม่ตั้งใจ จึงมักพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการกินเห็ดพิษเป็นประจำทุกปี


 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 3,269 ราย เสียชีวิต 11 ราย อัตราตาย 0.036 ต่อประชากรแสนคน กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็น กลุ่มอายุ 50 – 59 ปี และกลุ่มอายุ 40 – 49 ปี ตามลำดับ แบ่งตามเขตสุขภาพที่พบมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 10 รองลงมาเป็นเขตสุขภาพที่ 8 เขตสุขภาพที่ 9 เขตสุขภาพที่ 7 และเขตสุขภาพที่ 1 ตามลำดับ โดยภาพรวมสถานการณ์เห็ดพิษยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและกระจายไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค


นายแพทย์มณเฑียร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอาการหลังได้รับพิษจากเห็ด ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ไม่กี่นาทีจนถึงหลายชั่วโมงหลังกินเห็ดพิษ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสารพิษ อาการอาจมีตั้งแต่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายเหลว และในบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ไตวาย ตับวาย จนเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ 


ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติหลังกินเห็ด ควรรีบไปสถานพยาบาลใกล้บ้านให้เร็วที่สุด พร้อมแจ้งประวัติการกินเห็ด และหากเป็นไปได้ให้นำตัวอย่างเห็ดหรือภาพถ่ายเห็ดไปด้วย เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย และรักษาได้อย่างรวดเร็ว


สรุปข่าว

กรมควบคุมโรคเตือนภัยเห็ดป่าหน้าฝนแยกยาก ล่าสุดป่วยสะสมแล้ว 3,269 ราย เสียชีวิต 11 ราย โดยผู้สูงอายุเสี่ยงสูงสุด ชี้วิธีทดสอบพื้นบ้านอย่างช้อนเงินหรือต้มข้าวสารใช้ไม่ได้จริง พร้อมยึดหลัก "ไม่รู้จัก ไม่แน่ใจ ไม่เก็บ ไม่กิน" หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้รีบพบแพทย์ทันทีพร้อมนำตัวอย่างเห็ดไปด้วย

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูฝนของทุกปีเห็ดป่าหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดีตามธรรมชาติทั้งเห็ดกินได้ และเห็ดกินไม่ได้ขึ้นปะปนกัน ด้วยลักษณะของเห็ดบางชนิดที่คล้ายคลึงกันมาก ทำให้ประชาชนอาจเก็บมาขายหรือนำมาปรุงอาหารโดยไม่ตั้งใจ จึงมักพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการกินเห็ดพิษเป็นประจำทุกปี


 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 3,269 ราย เสียชีวิต 11 ราย อัตราตาย 0.036 ต่อประชากรแสนคน กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็น กลุ่มอายุ 50 – 59 ปี และกลุ่มอายุ 40 – 49 ปี ตามลำดับ แบ่งตามเขตสุขภาพที่พบมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 10 รองลงมาเป็นเขตสุขภาพที่ 8 เขตสุขภาพที่ 9 เขตสุขภาพที่ 7 และเขตสุขภาพที่ 1 ตามลำดับ โดยภาพรวมสถานการณ์เห็ดพิษยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและกระจายไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค


นายแพทย์มณเฑียร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอาการหลังได้รับพิษจากเห็ด ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ไม่กี่นาทีจนถึงหลายชั่วโมงหลังกินเห็ดพิษ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสารพิษ อาการอาจมีตั้งแต่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายเหลว และในบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ไตวาย ตับวาย จนเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ 


ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติหลังกินเห็ด ควรรีบไปสถานพยาบาลใกล้บ้านให้เร็วที่สุด พร้อมแจ้งประวัติการกินเห็ด และหากเป็นไปได้ให้นำตัวอย่างเห็ดหรือภาพถ่ายเห็ดไปด้วย เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย และรักษาได้อย่างรวดเร็ว


ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวแนะนำประชาชนให้ยึดหลัก “เห็ดไม่รู้จัก ไม่แน่ใจ ไม่เก็บ ไม่กิน” โดยหลีกเลี่ยงการเก็บและกินเห็ดป่าที่ไม่คุ้นเคย และไม่เก็บเห็ดจากบริเวณที่มีการใช้สารเคมี เนื่องจากเห็ดสามารถสะสมสารพิษหรือสารเคมีในสิ่งแวดล้อมได้ 


นอกจากนี้ ไม่ควรกินเห็ดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงไม่ควรกินเห็ดบางชนิดร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะจะกระตุ้นให้เกิดพิษได้ และเน้นย้ำว่าความเชื่อพื้นบ้านในการทดสอบเห็ดพิษ เช่น การใช้ช้อนเงินจุ่ม การต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้ายดอกเห็ดแล้วสังเกตการเปลี่ยนสี ไม่สามารถใช้ได้จริง อีกทั้งสารพิษในเห็ดบางชนิดไม่สามารถทำลายได้ด้วยความร้อน จึงไม่ควรใช้สี กลิ่น หรือรูปร่างของเห็ด รวมถึงวิธีทดสอบพื้นบ้าน มาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าเห็ดชนิดใดกินได้

กรมควบคุมโรคขอย้ำว่า วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงการเก็บและกินเห็ดป่าที่ไม่รู้จักหรือไม่สามารถยืนยันชนิดได้ ทั้งนี้ หากมีอาการสงสัยว่าได้รับพิษจากเห็ด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมนำตัวอย่างเห็ดหรือภาพถ่ายเห็ดไปให้แพทย์ประกอบการวินิจฉัย เพื่อการรักษาที่รวดเร็วและถูกต้อง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง