ไข้หวัดใหญ่ โรคที่คนไทยป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ และนายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ในฐานะโฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงข่าว (15 กันยายน 2569) “กันยารับมือ ป้องกันโรคภัย ใส่ใจสุขภาพ” เน้นย้ำประชาชนติดตามสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพที่อาจพบในช่วงฤดูฝนและช่วงเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ พร้อมดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม เพื่อลดการ
5 อันดับโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 9 สิงหาคม – 8 กันยายน 2569) ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ โรคอุจจาระร่วง โควิด 19 โรคปอดอักเสบ และโรคมือ เท้า ปาก
5 อันดับโรคที่พบอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่าน (วันที่ 9 สิงหาคม – 8 กันยายน 2569) ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า โรคลิเจียนแนร์ โรคเมลิออยโดสิส โรคไข้หูดับ และโรคไข้สมองอักเสบ
โควิด 19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 135,667 ราย เสียชีวิต 26 ราย (อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.02) ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 608 และเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ผลการคาดการณ์แนวโน้มผู้ป่วยโควิด 19 พบว่า ยิ่งปฏิบัติตามมาตรการ DMH มากและต่อเนื่อง มีส่วนช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่คาดการณ์ และทำให้สถานการณ์การระบาดจะลดลงเร็วขึ้น
โรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 359,672 ราย เสียชีวิต 57 ราย (อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.016) มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี และส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ที่ตรวจพบมากที่สุดเดือนสิงหาคม คือ A/H1N1 (pmd09)
โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 8,578 ราย เสียชีวิต 1 ราย (อายุ 2 เดือน มีประวิติคลอดก่อนกำหนด) ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ทั้งนี้ มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2568)
สรุปข่าว
แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ และนายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ในฐานะโฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงข่าว (15 กันยายน 2569) “กันยารับมือ ป้องกันโรคภัย ใส่ใจสุขภาพ” เน้นย้ำประชาชนติดตามสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพที่อาจพบในช่วงฤดูฝนและช่วงเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ พร้อมดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม เพื่อลดการ
5 อันดับโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 9 สิงหาคม – 8 กันยายน 2569) ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ โรคอุจจาระร่วง โควิด 19 โรคปอดอักเสบ และโรคมือ เท้า ปาก
5 อันดับโรคที่พบอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่าน (วันที่ 9 สิงหาคม – 8 กันยายน 2569) ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า โรคลิเจียนแนร์ โรคเมลิออยโดสิส โรคไข้หูดับ และโรคไข้สมองอักเสบ
โควิด 19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 135,667 ราย เสียชีวิต 26 ราย (อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.02) ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 608 และเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ผลการคาดการณ์แนวโน้มผู้ป่วยโควิด 19 พบว่า ยิ่งปฏิบัติตามมาตรการ DMH มากและต่อเนื่อง มีส่วนช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่คาดการณ์ และทำให้สถานการณ์การระบาดจะลดลงเร็วขึ้น
โรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 359,672 ราย เสียชีวิต 57 ราย (อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.016) มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี และส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ที่ตรวจพบมากที่สุดเดือนสิงหาคม คือ A/H1N1 (pmd09)
โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 8,578 ราย เสียชีวิต 1 ราย (อายุ 2 เดือน มีประวิติคลอดก่อนกำหนด) ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ทั้งนี้ มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2568)
สถานการณ์โควิด 19 โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยไข้หวัดใหญ่พบจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุด รองลงมาคือ โควิด 19 ขณะที่ RSV มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว ทั้ง 3 โรคพบอัตราป่วยสูงสุดในกลุ่มเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กในโรคโควิด 19 และ RSV และเด็กวัยเรียนในโรคไข้หวัดใหญ่ คำแนะนำโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ ดังนี้
1) ปฏิบัติตามสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลัก DMH ได้แก่ D (Distancing): เว้นระยะห่างจากผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ M (Mask Wearing): สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าอย่างถูกต้องเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ และเมื่อไอ/จามควรปิดปากและจมูกด้วยทิชชูหรือสวมหน้ากาก H (Hands Washing): ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสิ่งของหรือบริเวณที่มีการใช้ร่วมกัน ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
2) หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันหนาแน่น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรค หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัย
3) เมื่อมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก ควรสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยป่วย ควรพบแพทย์ และหยุดพักรักษาตัวจนกว่าอาการจะดีขึ้น
4) หากมีผู้ป่วยในครอบครัว/สถานศึกษา ควรแยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่น และผู้ที่ดูแล/ใกล้ชิดควรสวมหน้ากาก
5) คำแนะนำการฉีดวัคซีนสำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ แนะนำ 7 กลุ่มเสี่ยง รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สำหรับ RSV ปัจจุบันมีวัคซีนทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์รวมถึงภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
โรคไข้เลือดออก ปี 2569 พบผู้ป่วยสะสม 25,026 ราย เสียชีวิต 39 ราย จำนวนผู้ป่วยต่ำกว่าปี 2568 อยู่ 1.8 เท่า แต่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะทางภาคใต้ และพบผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 10 – 14 ปี แนะประชาชน
1) ป้องกันยุงกัด สวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด ใช้ผลิตภัณฑ์กันยุง นอนในมุ้ง
2) กำจัดแหล่งวางไข่ทุก 7 วัน
3) หากมีไข้สูงให้ทานยาพาราเซตามอล (งดทานยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไดโคลฟีแนค ไอบูโพรเฟน แอสไพริน) เช็ดตัวแต่ไข้ไม่ลด ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มีจุดผื่นแดงตามตัว ควรรีบไปพบแพทย์
4) การรับวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก เป็นวัคซีนทางเลือกภายใต้คำแนะนำของแพทย์
โรคมือ เท้า ปาก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสม 59,643 ราย เสียชีวิต 1 ราย ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และไม่แสดงอาการป่วยหรืออาจพบอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย เป็นต้น โดยจะพบอาการดังกล่าวอยู่ 3 – 5 วัน แล้วหายได้เอง ส่วนใหญ่พบตุ่มพองที่เพดานอ่อนลิ้น กระพุ้งแก้ม เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่ดูดนม แต่บางรายจะมีอาการรุนแรง ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัสที่มีการติดเชื้อ การรักษาเป็นเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การใช้ยาลดไข้ หรือยาทาแก้ปวด ในรายที่มีแผลที่ลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม ควรเช็ดตัวผู้ป่วย เพื่อลดไข้เป็นระยะ ให้รับประทานอาหารอ่อน ๆ ดื่มน้ำ น้ำผลไม้ และนอนพักผ่อนมาก ๆ คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง
1) สอนให้เด็กล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร
2) ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
3) หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด
4) หากเด็กมีอาการ กินอาหารไม่ได้ ซึม ชัก หายใจหอบเหนื่อย ให้รีบพบแพทย์ทันที
5) หากเด็กป่วย ควรหยุดเรียน 5 วันทำการ หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ คำแนะนำสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษา
1) คัดกรองเด็กก่อนเข้าสถานศึกษา และแยกเด็กที่ป่วยออกจากเด็กปกติ
2) จัดให้มีอ่างล้างมือ และสบู่อย่างเพียงพอ พร้อมส่งเสริมให้เด็กล้างมือเป็นประจำ
3) หากพบเด็กป่วย 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันภายใน 1 สัปดาห์ ให้ปิดห้องเรียนอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาด
4) ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสในห้องเรียน ห้องน้ำ ของใช้ และของเล่น ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ/โซเดียมไฮโปคลอไรท์ และแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่
โรคเลปโตสไปโรสิส (ไข้ฉี่หนู) ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 9 กรกฎาคม – 8 กันยายน 2569) พบผู้ป่วยสะสม 907 ราย เสียชีวิต 8 ราย (อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.88) จำนวนผู้ป่วยใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2568) และยังพบผู้เสียชีวิตในหลายพื้นที่ จึงควรเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เนื่องจากประชาชนมีโอกาสสัมผัสน้ำและดินที่อาจปนเปื้อนเชื้อมากขึ้น กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีประวัติสัมผัสน้ำ/พื้นดินชื้นแฉะ โดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน แนะประชาชน
1) เลี่ยงลุยน้ำหรือแช่น้ำ และไม่ใช้แหล่งน้ำร่วมกับสัตว์
2) สวมรองเท้าบูทและถุงมือยาง เมื่อลุยน้ำ ทำความสะอาดบ้าน เก็บขยะหรือซากสัตว์
3) หากมีบาดแผล ให้ปิดด้วย พลาสเตอร์กันน้ำ
4) อาบน้ำด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที หลังลุยน้ำหรือย่ำโคลน
5) กำจัดหนูและรักษาความสะอาดบ้าน
6) หากมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง ภายใน 1 – 2 สัปดาห์หลังลุยน้ำหรือทำความสะอาดบ้าน ให้รีบพบแพทย์
7) หากพบผู้ป่วย 2 – 3 รายขึ้นไปในชุมชนเดียวกัน ให้แจ้ง อสม. หรือเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และรีบพบแพทย์
โรคเมลิออยโดสิส (ไข้ดิน) ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 9 กรกฎาคม – 8 กันยายน 2569) พบผู้ป่วยสะสม 693 ราย เสียชีวิต 23 ราย (อัตราป่วยตาย ร้อยละ 3.32) จำนวนผู้ป่วยต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2568) แต่ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง จึงควรเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เนื่องจากประชาชนมีโอกาสสัมผัสน้ำและดินที่อาจปนเปื้อนเชื้อมากขึ้น กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีประวัติสัมผัสดิน/น้ำ โดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน แนะประชาชน
1) สวมรองเท้าบูท เมื่อต้องลุยน้ำหรือย่ำดิน หากมีแผลควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำและดินจนกว่าแผลจะหาย
2) รีบอาบน้ำทำความสะอาด หลังลุยน้ำหรือแช่น้ำ ด้วยน้ำสะอาดและสบู่
3) ดื่มน้ำต้มสุก ควรใช้น้ำสะอาดที่ผ่านระบบคลอรีนตามมาตรฐานสำหรับอาบ ล้างหน้า และแปรงฟัน
4) หลีกเลี่ยงฝนตกหนัก โดยเฉพาะช่วงพายุและลมแรง เพื่อลดความเสี่ยงจากละอองฝุ่นดินในอากาศ ทั้งนี้ หากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วันร่วมกับมีประวัติลุยน้ำ/ดิน (ประวัติเสี่ยงย้อนหลังได้นานถึง 1 ปี) หรืออาการผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการสัมผัสดิน/น้ำ
โรคฝีดาษวานร (Mpox) ปี 2569 พบผู้ป่วยสะสม 307 ราย เสียชีวิต 2 ราย สำหรับสายพันธุ์ Clade Ib มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 247 ราย ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สายพันธุ์ Clade II มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 58 ราย และไม่ระบุสายพันธุ์ 2 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2569) แนะประชาชน
1) หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีผื่นสงสัย
2) ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
3) หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือสถานที่แออัด
4) รักษาความสะอาดส่วนบุคคล ล้างมือและทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
5) หากมีอาการสงสัยให้เข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้
- สรุปสถานการณ์ ไข้หวัดใหญ่-โควิด-RSV ล่าสุด ยอดป่วยพุ่งพรวด แนะวิธีป้องกันกลุ่มเสี่ยง
- เตือน! ผู้สูงอายุ 1 ใน 3 หกล้มทุกปี ชวนวัยทำงานเร่งป้องกันก่อนสูงวัย
- คนไทยติดเชื้อ HIV 5.5 แสน บางคนไม่รู้ตัว ชวนตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง
- อย่าประมาท ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อาการทรุดไว เผย 5 สัญญาณเตือนต้องรีบส่งโรงพยาบาล
- ติดโควิดใช้ประกันสังคมได้ไหม? เช็กสิทธิรักษา-เงินทดแทนรายได้
ที่มาข้อมูล : กรมควบคุมโรค
ที่มารูปภาพ : CANVA
นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ
