โควิดระบาด! ปี 2569 พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 95,357 เสียชีวิต 14 ราย

Share on Line Share on Facebook Share on X
โควิดระบาด! ปี 2569 พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 95,357 เสียชีวิต 14 ราย

ไทยพบผู้ป่วยโควิดสะสม 95,357 คน 

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลโรคโควิด 19 จากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสม จำนวน 95,357 ราย (อัตราป่วย 144.76 ต่อประชากรแสนคน) เสียชีวิต 14 ราย (อัตราตาย 0.02 ต่อประชากรแสนคน) อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.01 

โดยแนวโน้มการรายงานผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยทางเดินหายใจอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) มีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

สรุปข่าว

กรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์โควิด-19 ไทย ตั้งแต่ต้นปีถึง 28 ส.ค. 69 พบผู้ป่วยสะสม 95,357 ราย เสียชีวิต 14 ราย พร้อมเตือนแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ไข้หวัดใหญ่และ RSV ก็มีทิศทางเพิ่มขึ้นเช่นกัน ด้านการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดยังพบ NB.1.8.1* เป็นสายพันธุ์หลักในประเทศไทย

ไทยพบผู้ป่วยโควิดสะสม 95,357 คน 

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลโรคโควิด 19 จากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสม จำนวน 95,357 ราย (อัตราป่วย 144.76 ต่อประชากรแสนคน) เสียชีวิต 14 ราย (อัตราตาย 0.02 ต่อประชากรแสนคน) อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.01 

โดยแนวโน้มการรายงานผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยทางเดินหายใจอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) มีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์โอไมครอนในประเทศไทย (ฐานข้อมูล GISAID) 

จากกรมวิทยาศาสตร์ฯ ภาพรวมการเฝ้าระวังสะสม (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 – 23 กรกฎาคม 2569 จำนวน 978 ราย) 

สายพันธุ์หลักที่พบมากที่สุดในประเทศไทยคือ 

NB.1.8.1* จำนวน 490 ราย (50.10%) รองลงมาคือ JN.1* จำนวน 246 ราย (25.15%) XEC* 82 ราย (8.38%) XFG* 76 ราย (7.77%) และกลุ่ม BA.3.2* 8 ราย (0.82%) 

ทั้งนี้ แนวโน้มสายพันธุ์ล่าสุด (ระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน – 20 กรกฎาคม 2569 จำนวน 48 ราย) ยังคงพบ NB.1.8.1* เป็นสายพันธุ์หลัก จำนวน 27 ราย (56.25%) ตามด้วย JN.1* จำนวน 15 ราย (31.25%) XFG* และกลุ่ม BA.3.2* พบสายพันธุ์ละ 2 ราย (4.17%) และสายพันธุ์อื่น ๆ 1 ราย (2.08%)

“ในช่วงนี้สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับเป็นฤดูกาลระบาดของโรคทางเดินหายใจ จึงมีโอกาสพบจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้น และอาจเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนตามโรงเรียน ที่ทำงาน หรือชุมชนได้ จึงขอแนะนำประชาชนดูแลสุขภาพและสังเกตอาการของตนเอง 

อาการโควิด-19

โดยเฉพาะหากมีอาการป่วยทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลีย ควรพักผ่อนและลดการใกล้ชิดกับผู้อื่น เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนในครอบครัวเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้าง การดูแลตนเองเมื่อมีอาการป่วยเป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนสามารถทำได้ หากมีอาการป่วยและตรวจพบเชื้อ 

ควรพักผ่อนลดการใกล้ชิดผู้อื่น ไม่ฝืนไปทำงานหรือร่วมกิจกรรมกับคนจำนวนมาก เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ หากจำเป็นต้องออกจากบ้านควรสวมหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใกล้ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการป่วย ขอให้ยึดหลัก “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” โดยพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น ล้างมือบ่อย ๆ และดูแลสถานที่ให้มีอากาศถ่ายเท หากต้องเดินทางไปพบแพทย์ ควรสวมหน้ากากตลอดการเดินทาง

สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง สามารถดูแลตนเองเบื้องต้นและสังเกตอาการได้ แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย เจ็บหรือแน่นหน้าอก ซึมลง รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ส่วนผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากมีอาการป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือสถานพยาบาลเพื่อรับคำแนะนำและการดูแลที่เหมาะสม

กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตามความเหมาะสม พร้อมเตือนประชาชนระวังการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม (Fake News) เกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด 19 บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่าข้อมูลสายพันธุ์และการระบาดในปัจจุบันยังอยู่ในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเป็นไปตามคาดการณ์ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และกลั่นกรองข้อมูลก่อนส่งต่อ โดยสามารถรับฟังข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากช่องทางหลักของกระทรวงสาธารณสุข หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ที่มาข้อมูล : กรมควบคุมโรค

ที่มารูปภาพ : AFP

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ