จดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรยืนยันไม่กระทบเกษตรกร

จดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ คุ้มครองงานวิจัย ไม่ผูกขาดพืชพื้นบ้าน
กระแสความสนใจเกี่ยวกับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ที่บริษัทซีพีแรมร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยถึงขอบเขตสิทธิของผู้จดทะเบียน โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ค้าต้นกล้า และประชาชนที่ปลูกกะเพราไว้บริโภคในครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรยืนยันผ่านการให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวสังคม TNN ช่อง 16 ว่า การจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการคุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไม่ได้ทำให้บริษัทผู้จดทะเบียนได้รับสิทธิครอบครองกะเพราทุกสายพันธุ์ และไม่กระทบต่อการปลูกหรือจำหน่ายกะเพราพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่เดิม
การชี้แจงครั้งนี้ยังเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบคุ้มครองพันธุ์พืชของประเทศไทย ซึ่งมีการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่แล้วมากกว่า 2,100 รายการ รวมถึงความสำคัญของการพัฒนาสายพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ โรคพืช และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
กรมวิชาการเกษตรแจงสิทธิคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่พัฒนาขึ้น
ผู้แทนกรมวิชาการเกษตรอธิบายกับ TNN ว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นกระบวนการตามกฎหมายที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายคุ้มครองผลงานของนักวิจัยและนักปรับปรุงพันธุ์ที่สามารถพัฒนาพืชให้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากพันธุ์เดิม
สำหรับกรณีของบริษัทซีพีแรมที่ร่วมพัฒนากะเพรากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สิทธิที่ได้รับจะจำกัดอยู่เฉพาะกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ยื่นขอคุ้มครองเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกะเพราพันธุ์อื่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือมีการเพาะปลูกกันอยู่ก่อนแล้ว
กรมวิชาการเกษตรยกตัวอย่างว่า แม้บริษัทแห่งหนึ่งจะได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นจะมีสิทธิเหนือพืชชนิดเดียวกันทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดขอบเขตการคุ้มครองไว้เฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง
ดังนั้น เกษตรกรและประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราแดง กะเพราขาว กะเพราป่า หรือกะเพราพันธุ์อื่นเพื่อบริโภคและจำหน่ายได้ตามปกติ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ถือสิทธิคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ดังกล่าว
ส่วนการนำส่วนขยายพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ของสายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ จะต้องพิจารณาตามสิทธิของผู้ทรงสิทธิและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด
สรุปข่าว
จดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ คุ้มครองงานวิจัย ไม่ผูกขาดพืชพื้นบ้าน
กระแสความสนใจเกี่ยวกับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ที่บริษัทซีพีแรมร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยถึงขอบเขตสิทธิของผู้จดทะเบียน โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ค้าต้นกล้า และประชาชนที่ปลูกกะเพราไว้บริโภคในครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรยืนยันผ่านการให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวสังคม TNN ช่อง 16 ว่า การจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการคุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไม่ได้ทำให้บริษัทผู้จดทะเบียนได้รับสิทธิครอบครองกะเพราทุกสายพันธุ์ และไม่กระทบต่อการปลูกหรือจำหน่ายกะเพราพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่เดิม
การชี้แจงครั้งนี้ยังเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบคุ้มครองพันธุ์พืชของประเทศไทย ซึ่งมีการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่แล้วมากกว่า 2,100 รายการ รวมถึงความสำคัญของการพัฒนาสายพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ โรคพืช และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
กรมวิชาการเกษตรแจงสิทธิคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่พัฒนาขึ้น
ผู้แทนกรมวิชาการเกษตรอธิบายกับ TNN ว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นกระบวนการตามกฎหมายที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายคุ้มครองผลงานของนักวิจัยและนักปรับปรุงพันธุ์ที่สามารถพัฒนาพืชให้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากพันธุ์เดิม
สำหรับกรณีของบริษัทซีพีแรมที่ร่วมพัฒนากะเพรากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สิทธิที่ได้รับจะจำกัดอยู่เฉพาะกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ยื่นขอคุ้มครองเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกะเพราพันธุ์อื่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือมีการเพาะปลูกกันอยู่ก่อนแล้ว
กรมวิชาการเกษตรยกตัวอย่างว่า แม้บริษัทแห่งหนึ่งจะได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นจะมีสิทธิเหนือพืชชนิดเดียวกันทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดขอบเขตการคุ้มครองไว้เฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง
ดังนั้น เกษตรกรและประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราแดง กะเพราขาว กะเพราป่า หรือกะเพราพันธุ์อื่นเพื่อบริโภคและจำหน่ายได้ตามปกติ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ถือสิทธิคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ดังกล่าว
ส่วนการนำส่วนขยายพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ของสายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ จะต้องพิจารณาตามสิทธิของผู้ทรงสิทธิและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด
เปิดสถิติจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่กว่า 2,134 รายการ
ข้อมูลที่กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยผ่าน TNN ระบุว่า ประเทศไทยมีพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองมากกว่า 2,134 รายการ ครอบคลุมพืชหลากหลายประเภท ทั้งพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับ พืชไร่ และพืชให้เนื้อไม้
เฉพาะกลุ่มพืชผักมีจำนวน 484 รายการ โดยพืชที่ได้รับการจดทะเบียนมากที่สุด ได้แก่
- แตงกวาและแตงร้าน 115 รายการ
- พริก 99 รายการ
- มะเขือเทศ 89 รายการ
- แตงโม 64 รายการ
- กะเพรา 5 รายการ
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพืชเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ครอบคลุมพืชผักที่ประชาชนบริโภคในชีวิตประจำวันด้วย
สำหรับการยื่นขอคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาพันธุ์ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์สามารถยื่นคำขอได้ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักปรับปรุงพันธุ์ เกษตรกร มูลนิธิ หรือบริษัทเอกชน
ผู้แทนกรมวิชาการเกษตรยังระบุว่า ในกลุ่มพืชผักมีบริษัทเอกชนยื่นขอคุ้มครองมากกว่า 10 บริษัท โดยบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้งเจียไต๋และซีพีแรม ไม่ใช่กลุ่มที่มีจำนวนคำขอสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเอกชนรายอื่น ขณะที่มหาวิทยาลัยก็เป็นอีกกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการยื่นขอคุ้มครองผลงานวิจัย
เปิดขั้นตอนจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ต้องผ่านการตรวจสอบ DUS
การได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังการยื่นคำขอ แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของพันธุ์พืชตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
กรมวิชาการเกษตรอธิบายว่า ผู้ยื่นคำขอต้องนำพันธุ์พืชเข้าสู่กระบวนการปลูกทดสอบและตรวจสอบลักษณะสำคัญตามหลัก DUS ซึ่งประกอบด้วยความแตกต่างจากพันธุ์อื่น ความสม่ำเสมอของลักษณะประจำพันธุ์ และความคงตัวของลักษณะพันธุ์
เมื่อผ่านการตรวจสอบและมีคุณสมบัติครบถ้วน ผู้ยื่นคำขอจึงจะได้รับสิทธิคุ้มครองตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรระบุถึงระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปีสำหรับกลุ่มพันธุ์พืชที่เกี่ยวข้อง
สิทธิดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นนำพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองไปผลิตหรือขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายแข่งขันทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ กฎหมายยังมีข้อยกเว้นสำหรับการใช้ประโยชน์บางประเภท รวมถึงการศึกษาวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์ต่อยอด
พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ รับมืออากาศแปรปรวนและโรคพืช
นอกจากประเด็นการคุ้มครองทางกฎหมายแล้ว กรมวิชาการเกษตรยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยในระยะยาว
ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช ให้สัมภาษณ์ TNN ว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนซึ่งมีความเสี่ยงจากโรคและแมลงศัตรูพืชหลายชนิด ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้ภาคการเกษตรต้องเผชิญทั้งอุณหภูมิที่แปรปรวน ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในบางพื้นที่
สภาพแวดล้อมเหล่านี้ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์ต้องพัฒนาพืชที่มีคุณสมบัติทนทานต่อโรคและสภาพอากาศ สามารถให้ผลผลิตได้อย่างเหมาะสม และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะแนวโน้มการบริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น
การมีพันธุ์พืชใหม่ที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรในการวางแผนเพาะปลูก ลดความจำเป็นในการพึ่งพาพันธุ์พืชจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรของไทย
กรมวิชาการเกษตรยังมองว่าความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนเป็นแนวทางสำคัญในการผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เนื่องจากสถาบันการศึกษามีองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการปรับปรุงพันธุ์ ขณะที่ภาคเอกชนสามารถสนับสนุนการพัฒนาผลผลิตและการนำไปใช้ในระบบการผลิต
ขณะเดียวกัน กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยนำลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นประโยชน์ไปศึกษาหรือพัฒนาพันธุ์ใหม่ต่อยอดได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง
ผู้ค้าต้นกล้านนทบุรีเผยกะเพรายอดขายเพิ่ม บางร้านขายหมดตั้งแต่เช้า
อีกด้านหนึ่ง ทีมข่าวสังคม TNN ช่อง 16 ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจำหน่ายต้นกล้าผักสวนครัวในจังหวัดนนทบุรี หลังประเด็นการจดทะเบียนกะเพราพันธุ์ใหม่ได้รับความสนใจจากประชาชน
ผู้ค้าต้นไม้รายย่อยในอำเภอบางบัวทองเปิดเผยว่า การจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายต้นกล้าของร้าน โดยยังคงขายกะเพราพันธุ์ทั่วไป ทั้งกะเพราแดงและกะเพราขาวตามปกติ
ในช่วงที่เกิดกระแสข่าว ร้านพบว่ามีประชาชนสนใจซื้อกะเพราเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ต้นกล้าบางช่วงมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากสินค้าเข้ามาเติมไม่ทัน
ส่วนผู้ค้าต้นกล้าผักสวนครัวในอำเภอบางใหญ่ให้ข้อมูลว่า กะเพรากลายเป็นพืชที่ลูกค้าสอบถามหาอย่างต่อเนื่อง โดยร้านจำหน่ายทั้งกะเพราแดง กะเพราขาว และกะเพราป่า ซึ่งในวันที่ทีมข่าวลงพื้นที่ ต้นกล้ากะเพราขายหมดตั้งแต่ช่วงเช้า
ผู้ค้าระบุว่า ความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นมีหลายปัจจัย ทั้งความสนใจจากข่าวการจดทะเบียนพันธุ์พืช และผลกระทบจากน้ำท่วมที่ทำให้ต้นกะเพราของลูกค้าบางส่วนเสียหาย จนต้องกลับมาซื้อต้นกล้าไปปลูกใหม่
กลุ่มลูกค้ามีทั้งผู้ค้ารายย่อยที่ซื้อต้นกล้าไปจำหน่ายต่อ และประชาชนทั่วไปที่ต้องการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเอง
ข้อมูลจากผู้ค้าทั้งสองพื้นที่จึงยังไม่พบผลกระทบด้านลบต่อการจำหน่ายกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมจากกรณีการจดทะเบียนดังกล่าว ขณะที่ความต้องการซื้อในบางร้านกลับเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการเพิ่มขึ้นของยอดขายเกิดจากกระแสข่าวเพียงปัจจัยเดียว
ยืนยันประชาชนยังปลูกกะเพราได้ตามปกติ
จากคำชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรและข้อมูลการลงพื้นที่ของ TNN ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กับสิทธิในการปลูกและจำหน่ายพืชพันธุ์ทั่วไป
การจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์เป็นการคุ้มครองผลงานการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์เฉพาะรายการ ไม่ได้ทำให้กะเพราทุกสายพันธุ์กลายเป็นทรัพย์สินของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราพันธุ์พื้นเมืองเพื่อบริโภค เก็บเมล็ดพันธุ์ทั่วไปไว้ปลูกต่อ และเกษตรกรยังสามารถเพาะปลูกเพื่อจำหน่ายได้ตามปกติ ส่วนการใช้ประโยชน์จากพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองจะต้องปฏิบัติตามขอบเขตสิทธิที่กฎหมายกำหนด
กรมวิชาการเกษตรย้ำว่าการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่เป็นส่วนสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแลความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีพันธุ์พืชที่หลากหลายและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จะช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกมากขึ้น พร้อมสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประเทศในอนาคต
- ซีพีแรมแจงจดทะเบียนกะเพรา 4 พันธุ์ใหม่ คนไทยปลูกขายได้ตามปกติ
- สรุปดราม่ากะเพรา 4 สายพันธุ์ จดสิทธิคุ้มครอง ปลูกกินขายได้ไหม?
- ซีพีแรม ช่วยน้ำท่วมนนทบุรี ส่งอาหารพร้อมทาน-เลอแปง ถึงมือผู้ประสบภัย
- “ซีพีแรม” เดินหน้าปลูกป่า ฟื้น 4 ป่าต้นน้ำ ปิง-วัง-ยม-น่าน ตั้งเป้าปลูกต้นไม้สะสม 1.2 แสนต้น
- ระดมนายตรวจพืช เตรียมพร้อมรับฤดูกาลส่งออกทุเรียน
บรรณาธิการออนไลน์
