ไขข้อสงสัย ซีพีจดทะเบียนกะเพรา คุ้มครองงานวิจัย ไม่ได้ผูกขาด

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไขข้อสงสัย ซีพีจดทะเบียนกะเพรา คุ้มครองงานวิจัย ไม่ได้ผูกขาด

ซีพีจดทะเบียนกะเพรา ประชาชนยังปลูกและขายได้ตามปกติ

ประเด็นการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี กำลังได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเฉพาะข้อสงสัยว่า หากบริษัทเอกชนจดทะเบียนพันธุ์กะเพราแล้ว คนไทยจะยังสามารถปลูกกะเพราไว้รับประทานหรือจำหน่ายได้เหมือนเดิมหรือไม่

เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงสำคัญที่ควรทำความเข้าใจ เพราะการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเป็นเจ้าของกะเพราทั้งประเทศ แต่เป็นการให้ความคุ้มครองสิทธิในสายพันธุ์ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

จดทะเบียนเพื่อคุ้มครองผลงานวิจัย ไม่ใช่กะเพราทุกสายพันธุ์

การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ต้องอาศัยองค์ความรู้ การทดลอง และการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้พืชที่มีคุณลักษณะตามเป้าหมายของผู้วิจัย การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาสิทธิในผลงานดังกล่าว และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาการเกษตร

สำหรับกรณีของซีพี ประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดเจนคือ การคุ้มครองพันธุ์กะเพราที่พัฒนาขึ้น ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย หากบริษัทพัฒนามะม่วงสายพันธุ์ใหม่จนได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง บริษัทก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมะม่วงทุกต้นในประเทศ แต่มีสิทธิตามกฎหมายเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองเท่านั้น

หลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาอธิบายกรณีการจดทะเบียนพันธุ์กะเพราได้เช่นกัน

สรุปข่าว

ซีพีจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา เพื่อรักษาสิทธิในผลงานวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ไม่ใช่การผูกขาดกะเพราทั้งประเทศ ประชาชนยังปลูกและซื้อขายกะเพราทั่วไปได้ตามปกติ ขณะที่กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชยังมีข้อยกเว้นเพื่อการวิจัยและสิทธิของเกษตรกร

ซีพีจดทะเบียนกะเพรา ประชาชนยังปลูกและขายได้ตามปกติ

ประเด็นการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี กำลังได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเฉพาะข้อสงสัยว่า หากบริษัทเอกชนจดทะเบียนพันธุ์กะเพราแล้ว คนไทยจะยังสามารถปลูกกะเพราไว้รับประทานหรือจำหน่ายได้เหมือนเดิมหรือไม่

เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงสำคัญที่ควรทำความเข้าใจ เพราะการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเป็นเจ้าของกะเพราทั้งประเทศ แต่เป็นการให้ความคุ้มครองสิทธิในสายพันธุ์ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

จดทะเบียนเพื่อคุ้มครองผลงานวิจัย ไม่ใช่กะเพราทุกสายพันธุ์

การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ต้องอาศัยองค์ความรู้ การทดลอง และการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้พืชที่มีคุณลักษณะตามเป้าหมายของผู้วิจัย การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาสิทธิในผลงานดังกล่าว และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาการเกษตร

สำหรับกรณีของซีพี ประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดเจนคือ การคุ้มครองพันธุ์กะเพราที่พัฒนาขึ้น ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย หากบริษัทพัฒนามะม่วงสายพันธุ์ใหม่จนได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง บริษัทก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมะม่วงทุกต้นในประเทศ แต่มีสิทธิตามกฎหมายเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองเท่านั้น

หลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาอธิบายกรณีการจดทะเบียนพันธุ์กะเพราได้เช่นกัน

คนไทยยังปลูกกะเพรา ร้านอาหารยังซื้อขายได้

ข้อสงสัยสำคัญของประชาชนคือ การจดทะเบียนดังกล่าวจะกระทบต่อการใช้กะเพราในชีวิตประจำวันหรือไม่

คำตอบคือ ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราพันธุ์ทั่วไปไว้รับประทานได้ตามปกติ เกษตรกรยังเพาะปลูกและจำหน่ายกะเพราพันธุ์ที่ไม่อยู่ภายใต้สิทธิของผู้อื่นได้ ขณะที่ร้านอาหารยังสามารถซื้อใบกะเพรามาประกอบอาหารและจำหน่ายได้เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการซื้อขายใบกะเพราเพื่อบริโภค ออกจากการผลิตหรือจำหน่ายเมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งอาจอยู่ภายใต้สิทธิของผู้ทรงสิทธิตามกฎหมาย

กฎหมายคุ้มครองงานวิจัย ควบคู่สิทธิของเกษตรกร

พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 33 กำหนดข้อยกเว้นจากสิทธิของผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ไว้ 6 กรณี โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมการใช้เพื่อการศึกษาวิจัย การกระทำที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า และการเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่เกษตรกรผลิตเองไว้เพาะปลูกต่อ ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

หมายความว่า ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะผู้พัฒนาสายพันธุ์ แต่ยังคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ของประชาชนและสิทธิของเกษตรกรด้วย

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยรายละเอียดสิทธิของแต่ละพันธุ์ต้องพิจารณาจากข้อมูลทะเบียนที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

การวิจัยพันธุ์พืชช่วยเพิ่มโอกาสพัฒนาเกษตรไทย

การที่ภาคเอกชนอย่างซีพีให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช เป็นแนวทางที่สามารถช่วยต่อยอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาพันธุ์พืชที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและตลาด

การมีระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ชัดเจน ยังช่วยสร้างหลักประกันให้ผู้ลงทุนด้านการวิจัยสามารถนำผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ตามกฎหมาย ควบคู่กับการรักษาสิทธิของเกษตรกรและประชาชน

ดังนั้น สิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจกรณีซีพีจดทะเบียนพันธุ์กะเพรา คือการแยกให้ออกระหว่างการคุ้มครองผลงานวิจัยกับการผูกขาดพืชชนิดหนึ่ง เพราะทั้งสองเรื่องมีความหมายและขอบเขตทางกฎหมายแตกต่างกัน

การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ไม่ได้ทำให้ซีพีเป็นเจ้าของกะเพราทั้งประเทศ และไม่ได้ทำให้ประชาชนหมดสิทธิปลูกหรือซื้อขายกะเพราทั่วไป แต่เป็นกลไกทางกฎหมายที่สนับสนุนการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ภายใต้ขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์