อ.เจษฎา แจงจดทะเบียนกะเพราพันธุ์ใหม่ คุ้มครองเฉพาะพันธุ์ ไม่ผูกขาดกะเพราทั้งหมด

Share on Line Share on Facebook Share on X
อ.เจษฎา แจงจดทะเบียนกะเพราพันธุ์ใหม่ คุ้มครองเฉพาะพันธุ์ ไม่ผูกขาดกะเพราทั้งหมด

ประเด็นการยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราสายพันธุ์ใหม่ได้รับความสนใจจากสังคม โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับขอบเขตสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืช และผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกกะเพราอยู่เดิม ล่าสุด นักวิชาการด้านชีววิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาให้ข้อมูลว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นกระบวนการตามกฎหมายที่มีมานานกว่า 20 ปี มีเป้าหมายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ โดยไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับสิทธิจะสามารถครอบครองกะเพราทุกสายพันธุ์ได้

รองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวเที่ยง TNN โดยอธิบายว่า การยื่นขอรับความคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาต่อยอดร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหาร

เปิดหลักกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ใช้มาตั้งแต่ปี 2542

รศ.ดร.เจษฎา อธิบายว่า ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายรองรับการคุ้มครองสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชน และเกษตรกรรายย่อย

กฎหมายดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาพันธุ์พืชสามารถยื่นขอรับความคุ้มครองได้ หากมีข้อมูลและหลักฐานแสดงให้เห็นว่าพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นมีคุณลักษณะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำขอจำเป็นต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของพันธุ์พืช กระบวนการปรับปรุงพันธุ์ ตลอดจนลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากพันธุ์เดิม เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบก่อนพิจารณารับจดทะเบียน

รศ.ดร.เจษฎา ระบุด้วยว่า ขั้นตอนการจดทะเบียนไม่ได้มีความซับซ้อนหรือมีค่าใช้จ่ายสูงจนเกินไป และไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เกษตรกรรายย่อยที่สามารถพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ให้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายก็สามารถยื่นคำขอได้เช่นเดียวกัน

สรุปข่าว

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ แจงการจดทะเบียนกะเพราพันธุ์ใหม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มุ่งส่งเสริมการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืช ย้ำคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่ผ่านหลักเกณฑ์ ไม่ได้ผูกขาดกะเพราทั้งหมด พร้อมเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย เอกชน และเกษตรกรพัฒนาพันธุ์พืชได้

ประเด็นการยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราสายพันธุ์ใหม่ได้รับความสนใจจากสังคม โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับขอบเขตสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืช และผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกกะเพราอยู่เดิม ล่าสุด นักวิชาการด้านชีววิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาให้ข้อมูลว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นกระบวนการตามกฎหมายที่มีมานานกว่า 20 ปี มีเป้าหมายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ โดยไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับสิทธิจะสามารถครอบครองกะเพราทุกสายพันธุ์ได้

รองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวเที่ยง TNN โดยอธิบายว่า การยื่นขอรับความคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาต่อยอดร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหาร

เปิดหลักกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ใช้มาตั้งแต่ปี 2542

รศ.ดร.เจษฎา อธิบายว่า ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายรองรับการคุ้มครองสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชน และเกษตรกรรายย่อย

กฎหมายดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาพันธุ์พืชสามารถยื่นขอรับความคุ้มครองได้ หากมีข้อมูลและหลักฐานแสดงให้เห็นว่าพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นมีคุณลักษณะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำขอจำเป็นต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของพันธุ์พืช กระบวนการปรับปรุงพันธุ์ ตลอดจนลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากพันธุ์เดิม เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบก่อนพิจารณารับจดทะเบียน

รศ.ดร.เจษฎา ระบุด้วยว่า ขั้นตอนการจดทะเบียนไม่ได้มีความซับซ้อนหรือมีค่าใช้จ่ายสูงจนเกินไป และไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เกษตรกรรายย่อยที่สามารถพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ให้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายก็สามารถยื่นคำขอได้เช่นเดียวกัน

จดทะเบียนกะเพราพันธุ์ใหม่ ไม่ได้หมายถึงผูกขาดกะเพราทุกชนิด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร.เจษฎา ให้คำอธิบาย คือความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของผู้ได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืช โดยย้ำว่าการจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิครอบครองพืชชนิดเดียวกันทั้งหมด

สำหรับกรณีกะเพรา หากมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่จนผ่านการตรวจสอบและได้รับความคุ้มครอง สิทธิที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวข้องกับพันธุ์พืชที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย ไม่ได้ขยายไปถึงกะเพราพันธุ์อื่นทั้งหมดที่มีอยู่ก่อนแล้ว

อาจารย์เจษฎาอธิบายว่า จุดประสงค์ของการคุ้มครองคือการป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นนำพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายในเชิงการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น การนำไปผลิตเป็นต้นกล้าหรือเมล็ดพันธุ์เพื่อขาย

ในบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.เจษฎา กล่าวถึงระยะเวลาคุ้มครองประมาณ 12 ปี โดยระยะเวลาที่ใช้จริงต้องพิจารณาตามประเภทพันธุ์พืชและบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น การได้รับสิทธิคุ้มครองกะเพราสายพันธุ์หนึ่งจึงไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทั่วไปจะหมดสิทธิปลูกกะเพราพันธุ์อื่น หรือจำเป็นต้องขออนุญาตผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่ทุกครั้งที่ปลูกกะเพรา

พัฒนากะเพราพันธุ์ใหม่ ต้องพิสูจน์ความแตกต่างและความคงตัว

สำหรับกระบวนการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ รศ.ดร.เจษฎา อธิบายว่า นักวิจัยจำเป็นต้องศึกษาคุณลักษณะของพืชอย่างเป็นระบบ เพื่อพิสูจน์ว่าพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมีความแตกต่างจากพันธุ์เดิมอย่างชัดเจน

หลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาพันธุ์พืชใหม่ประกอบด้วย ความแตกต่างของลักษณะประจำพันธุ์ ความสม่ำเสมอของลักษณะในพืชแต่ละต้น และความคงตัวของลักษณะดังกล่าวเมื่อมีการขยายพันธุ์ต่อไป

ในกรณีของกะเพรา นักวิจัยอาจศึกษาคุณสมบัติหลายด้าน เช่น รูปทรงของต้น ลักษณะใบ กลิ่น รสชาติ และคุณภาพของผลผลิต เพื่อให้ได้พันธุ์พืชที่มีลักษณะเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการใช้เทคนิคทางห้องปฏิบัติการเพื่อชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ก่อนนำต้นพืชที่ได้มาศึกษาและตรวจสอบลักษณะอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากกระบวนการดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ประกอบการยื่นขอรับความคุ้มครอง เพื่อให้สามารถพิสูจน์ได้ว่าพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขของกฎหมาย

หนุนมหาวิทยาลัย เอกชน และเกษตรกรต่อยอดงานวิจัย

รศ.ดร.เจษฎา มองว่า ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร เพราะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้วิจัยและผู้ปรับปรุงพันธุ์ลงทุนพัฒนาพันธุ์พืชที่มีคุณภาพมากขึ้น

โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน ซึ่งสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับความต้องการของภาคการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกคุณลักษณะของพืช การปรับปรุงพันธุ์ ไปจนถึงการพัฒนาผลผลิตให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ขณะเดียวกัน เกษตรกรรายย่อยก็มีโอกาสใช้ระบบดังกล่าวเพื่อคุ้มครองผลงานการปรับปรุงพันธุ์ของตนเอง หากสามารถพิสูจน์คุณลักษณะของพันธุ์พืชได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

การพัฒนากะเพราพันธุ์ใหม่จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำงานวิจัยด้านชีววิทยามาสร้างโอกาสในการพัฒนาภาคเกษตรไทย โดยมีระบบกฎหมายรองรับสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ และกำหนดขอบเขตการคุ้มครองไว้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร.เจษฎา ย้ำ คือการแยกความแตกต่างระหว่างการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ กับการถือครองสิทธิในพืชทั้งชนิด เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองผลงานการพัฒนาพันธุ์ที่ผ่านหลักเกณฑ์ ไม่ใช่การให้สิทธิผูกขาดพืชทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ

กะเพราพันธุ์ใหม่
เจษฎาเด่นดวงบริพันธ์
จดทะเบียนกะเพรา
กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย