โลกเหลือเวลาอีก 3 ปี! จับตาอุณหภูมิทะลุ 1.5°C

ประเมินฝนภาคใต้ปี 69 เสี่ยงน้ำท่วม แต่ไม่หนักเท่าปีก่อน
สถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 ยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินจากศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ พบว่า แนวโน้มความรุนแรงของฝนในปีนี้อยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา
การประเมินดังกล่าวครอบคลุมช่วงวันที่ 26-29 ตุลาคม 2569 โดยพิจารณาจากข้อมูลปริมาณฝนสะสมและระยะเวลาที่ฝนตกต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้
ผลวิเคราะห์พบว่า ดัชนีความรุนแรงของฝนสะสมในปี 2569 ต่ำกว่าปี 2568 ขณะที่ช่วงฝนตกหนักที่สุดของรอบนี้คาดว่าอยู่ในวันที่ 25 ตุลาคม และไม่มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันเหมือนเหตุการณ์ในอดีต
เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 พบว่า ในช่วงวันที่ 18-22 พฤศจิกายน มีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องถึง 5 วัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ แตกต่างจากสถานการณ์ปีนี้ที่คาดว่าระยะเวลาฝนตกหนักต่อเนื่องจะสั้นกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมความเสี่ยงจะต่ำกว่าปีก่อน แต่ยังมีโอกาสเกิดน้ำท่วมขังรอการระบายและน้ำไหลหลากในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจึงควรติดตามประกาศเตือนภัยและข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง
รศ.เสรี เตือนอากาศแปรปรวน แนะติดตามฝนทุก 6-12 ชั่วโมง
รองศาสตราจารย์เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์เอลนีโญเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่
ลักษณะฝนที่ตกหนักในระยะเวลาสั้นอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ แม้ปริมาณฝนสะสมโดยรวมจะไม่สูงเท่ากับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในอดีต
จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับการติดตามและพยากรณ์สถานการณ์ฝนให้มีความถี่มากขึ้น โดยใช้กรอบเวลาประเมินล่วงหน้า 6-12 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแจ้งเตือนประชาชนและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สรุปข่าว
ประเมินฝนภาคใต้ปี 69 เสี่ยงน้ำท่วม แต่ไม่หนักเท่าปีก่อน
สถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 ยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินจากศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ พบว่า แนวโน้มความรุนแรงของฝนในปีนี้อยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา
การประเมินดังกล่าวครอบคลุมช่วงวันที่ 26-29 ตุลาคม 2569 โดยพิจารณาจากข้อมูลปริมาณฝนสะสมและระยะเวลาที่ฝนตกต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้
ผลวิเคราะห์พบว่า ดัชนีความรุนแรงของฝนสะสมในปี 2569 ต่ำกว่าปี 2568 ขณะที่ช่วงฝนตกหนักที่สุดของรอบนี้คาดว่าอยู่ในวันที่ 25 ตุลาคม และไม่มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันเหมือนเหตุการณ์ในอดีต
เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 พบว่า ในช่วงวันที่ 18-22 พฤศจิกายน มีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องถึง 5 วัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ แตกต่างจากสถานการณ์ปีนี้ที่คาดว่าระยะเวลาฝนตกหนักต่อเนื่องจะสั้นกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมความเสี่ยงจะต่ำกว่าปีก่อน แต่ยังมีโอกาสเกิดน้ำท่วมขังรอการระบายและน้ำไหลหลากในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจึงควรติดตามประกาศเตือนภัยและข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง
รศ.เสรี เตือนอากาศแปรปรวน แนะติดตามฝนทุก 6-12 ชั่วโมง
รองศาสตราจารย์เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์เอลนีโญเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่
ลักษณะฝนที่ตกหนักในระยะเวลาสั้นอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ แม้ปริมาณฝนสะสมโดยรวมจะไม่สูงเท่ากับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในอดีต
จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับการติดตามและพยากรณ์สถานการณ์ฝนให้มีความถี่มากขึ้น โดยใช้กรอบเวลาประเมินล่วงหน้า 6-12 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแจ้งเตือนประชาชนและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ห่วงโลกร้อนแตะ 1.5 องศาเร็วกว่าคาด จากปี 2033 เป็นปี 2029
รองศาสตราจารย์เสรียังกล่าวถึงแนวโน้มอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยระบุว่า การคาดการณ์เกี่ยวกับช่วงเวลาที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกจะสูงกว่าระดับอ้างอิง 1.5 องศาเซลเซียส มีแนวโน้มขยับเข้ามาเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้
จากเดิมที่มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2033 ล่าสุดมีการปรับช่วงเวลาคาดการณ์มาเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2029 หรือเหลือเวลาอีกประมาณ 3 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ราว 7 ปี
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินที่รองศาสตราจารย์เสรีนำเสนอเกี่ยวกับแนวโน้มอุณหภูมิโลก ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่กับเกณฑ์การวัดอุณหภูมิเฉลี่ยระยะยาว
รองศาสตราจารย์เสรีมองว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หลายประเทศจะต้องเผชิญความท้าทายจากสภาพอากาศที่รุนแรงและแปรปรวนมากขึ้น ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม และภัยธรรมชาติรูปแบบต่าง ๆ ทำให้การเตรียมความพร้อมรับมือจำเป็นต้องดำเนินการตั้งแต่ปัจจุบัน
เสนอระบบเตือนภัยทุกตำบล ลดความเสียหายน้ำท่วมในอนาคต
สำหรับแนวทางรับมือภัยพิบัติในระยะยาว รองศาสตราจารย์เสรีเสนอให้ประเทศไทยเร่งพัฒนาระบบเตือนภัยระดับท้องถิ่น โดยกำหนดเป้าหมายให้ทุกตำบลมีระบบติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์ภัยพิบัติที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
ข้อเสนอดังกล่าวมุ่งเพิ่มศักยภาพให้ชุมชนสามารถประเมินความเสี่ยงของตนเอง แยกพื้นที่เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ รวมถึงวางแผนป้องกันความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ควรเร่งดำเนินมาตรการเตรียมความพร้อม
นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดลำดับความสำคัญในการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อให้บริการสำคัญสามารถดำเนินต่อไปได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ
วางระบบช่วยเหลือ 3 ระดับ เสริมศักยภาพประชาชนและชุมชน
รองศาสตราจารย์เสรีประเมินว่า หากภัยพิบัติในอนาคตมีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น งบประมาณภาครัฐสำหรับการเยียวยาประชาชนอาจเผชิญข้อจำกัด จึงเสนอให้พัฒนาระบบช่วยเหลือที่มีการแบ่งบทบาทอย่างชัดเจนเป็น 3 ระดับ ได้แก่
ระดับบุคคลและครัวเรือน เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ดูแลความปลอดภัยของตนเองและสมาชิกในครอบครัวเป็นลำดับแรก
ระดับชุมชน จัดระบบเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยอาศัยเครือข่ายท้องถิ่น
ระดับภาครัฐ สนับสนุนทรัพยากร บุคลากร และมาตรการช่วยเหลือในส่วนที่ประชาชนและชุมชนไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง
แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ ลดภาระการช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ และทำให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดสรรทรัพยากรไปยังพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้อย่างเหมาะสม
สำหรับสถานการณ์ภาคใต้ระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม 2569 แม้ผลการประเมินเบื้องต้นจะระบุว่ามีแนวโน้มรุนแรงน้อยกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ปีที่ผ่านมา แต่ประชาชนยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักเฉพาะจุดและน้ำไหลหลาก พร้อมติดตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและการป้องกันภัยอย่างใกล้ชิด
- ใต้รอดมหาอุทกภัย? เตือนอย่าชะล่าใจ ฝนสุดขั้วเฉพาะจุดเสี่ยงเพิ่ม
- สทนช. เตือน 14 จังหวัดใต้ ระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก 26-29 ต.ค.
- เตือน 10 จังหวัดภาคใต้ รับมือน้ำท่วมฉับพลัน คาดน้ำท่วมใต้ไม่แรงเท่ามหาอุทกภัยหาดใหญ่
- มท.4 เร่งสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ส่งรายงานนายกฯ ใน 45 วัน
- หาดใหญ่มีสัญญาณ เสี่ยงน้ำท่วมอีกครั้ง ฝนตก 1 ชั่วโมง น้ำเริ่มสูง ต้องเตรียมตัวอย่างไร
บรรณาธิการออนไลน์
