ใต้รอดมหาอุทกภัย? เตือนอย่าชะล่าใจ ฝนสุดขั้วเฉพาะจุดเสี่ยงเพิ่ม

Share on Line Share on Facebook Share on X
ใต้รอดมหาอุทกภัย? เตือนอย่าชะล่าใจ ฝนสุดขั้วเฉพาะจุดเสี่ยงเพิ่ม

ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงจากสถานการณ์ฝนตกหนักในภาคใต้ช่วงวันที่ 26-29 ตุลาคม 2569 โดยคาดการณ์ว่าความรุนแรงของฝนในปีนี้จะไม่เทียบเท่ากับมหาอุทกภัยหาดใหญ่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ดัชนีความรุนแรงของฝนสะสมในปี 2569 ต่ำกว่าปีก่อน และจำนวนวันที่ฝนตกหนักต่อเนื่องมีน้อยกว่า

จากการประเมินพบว่า ปริมาณฝนในปีนี้มีแนวโน้มตกหนักสูงสุดในวันที่ 25 ตุลาคม ก่อนจะลดลงโดยไม่สะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ในปี 2568 ที่เกิดฝนตกหนักสะสมติดต่อกันถึง 5 วัน ระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน ส่งผลให้เกิดอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่

สรุปข่าว

ประเมินฝนใต้ปี 69 ไม่ซ้ำรอยน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่เตือนเฝ้าระวังฝนหนักเฉพาะจุด โดยสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 อาจไม่น่ากังวลเท่ากับเหตุการณ์มหาอุทกภัยหาดใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา หลังผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าปริมาณฝนสะสมและระยะเวลาที่ฝนตกต่อเนื่องมีแนวโน้มน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักเฉพาะจุดที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำรอการระบายในบางพื้นที่

ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงจากสถานการณ์ฝนตกหนักในภาคใต้ช่วงวันที่ 26-29 ตุลาคม 2569 โดยคาดการณ์ว่าความรุนแรงของฝนในปีนี้จะไม่เทียบเท่ากับมหาอุทกภัยหาดใหญ่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ดัชนีความรุนแรงของฝนสะสมในปี 2569 ต่ำกว่าปีก่อน และจำนวนวันที่ฝนตกหนักต่อเนื่องมีน้อยกว่า

จากการประเมินพบว่า ปริมาณฝนในปีนี้มีแนวโน้มตกหนักสูงสุดในวันที่ 25 ตุลาคม ก่อนจะลดลงโดยไม่สะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ในปี 2568 ที่เกิดฝนตกหนักสะสมติดต่อกันถึง 5 วัน ระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน ส่งผลให้เกิดอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่

แม้ภาพรวมความเสี่ยงจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า บางพื้นที่ของภาคใต้อาจเผชิญน้ำท่วมรอการระบายและน้ำไหลหลาก จากฝนที่ตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

รองศาสตราจารย์เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า สถานการณ์เอลนีโญที่รุนแรงมีส่วนทำให้สภาพอากาศแปรปรวน และเพิ่มโอกาสเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดมากขึ้น การติดตามและพยากรณ์ฝนจึงจำเป็นต้องปรับให้มีระยะเวลาสั้นลง โดยเน้นการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าในช่วง 6-12 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำและทันต่อเหตุการณ์

นอกจากนี้ ยังเตือนถึงแนวโน้มสภาพอากาศโลกที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน โดยระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอดีตเมื่อ 80 ปีก่อน และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิกำลังเร่งตัวเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะสูงเกินระดับ 1.5 องศาเซลเซียสในปี 2576 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า แต่ล่าสุดมีการปรับกรอบเวลาประเมินเหลือเพียง 3 ปี สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ขณะเดียวกัน รองศาสตราจารย์เสรียังเสนอให้เร่งพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติในระดับท้องถิ่น เพื่อเตรียมรับมือกับภัยน้ำท่วมที่อาจรุนแรงขึ้นในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โดยเสนอให้ทุกตำบลมีระบบเตือนภัยของตนเอง สามารถประเมินระดับความเสี่ยงในพื้นที่ และกำหนดมาตรการป้องกันได้อย่างเหมาะสม

สำหรับการจัดลำดับความสำคัญในการป้องกันความเสียหาย ควรให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ทั้งโรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถลดผลกระทบและรักษาการให้บริการที่สำคัญได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ

แม้ผลการประเมินฝนภาคใต้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมปีนี้จะมีแนวโน้มไม่รุนแรงเท่าเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปี 2568 แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะปลอดภัยจากน้ำท่วม โดยเฉพาะฝนตกหนักเฉพาะจุดที่ยังอาจสร้างความเสียหายได้ การติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการพัฒนาระบบเตือนภัยระดับชุมชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Reuters