เปิดกระเป๋าไม่ใช่ทุกใบ! เจาะมาตรการ CAAT ตรวจสัมภาระ ผู้โดยสารต้องรู้อะไรบ้าง

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดกระเป๋าไม่ใช่ทุกใบ! เจาะมาตรการ CAAT ตรวจสัมภาระ ผู้โดยสารต้องรู้อะไรบ้าง

CAAT ย้ำเปิดตรวจสัมภาระต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยผลการติดตามการบังคับใช้ประกาศ CAAT เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 

โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่สนามบินที่ได้รับมอบหมายสามารถเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารอยู่ด้วยได้ ซึ่งจะเปิดตรวจเพิ่มเติมเฉพาะกรณีที่ผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) พบเหตุอันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน 

ทั้งนี้ จากการติดตามผลการดำเนินงานในภาพรวมพบว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยสิ่งของต้องห้ามที่ตรวจพบส่วนใหญ่ ได้แก่ แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหากจัดเก็บหรือขนส่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการลัดวงจรและการเกิดเพลิงไหม้ในห้องเก็บสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน

สรุปข่าว

CAAT เปิดผลตรวจสอบกรณีกระเป๋าผู้โดยสารถูกเปิดค้น 4 กรณี พบเป็นไปตามมาตรการใหม่เพียง 1 กรณี ย้ำไม่ได้เปิดตรวจทุกใบ แต่ตรวจเฉพาะกระเป๋าที่พบข้อสงสัยจากเครื่องเอกซเรย์ พร้อมเตือน Power Bank ห้ามโหลดใต้ท้องเครื่อง เสี่ยงลัดวงจรและเกิดเพลิงไหม้

CAAT ย้ำเปิดตรวจสัมภาระต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยผลการติดตามการบังคับใช้ประกาศ CAAT เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 

โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่สนามบินที่ได้รับมอบหมายสามารถเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารอยู่ด้วยได้ ซึ่งจะเปิดตรวจเพิ่มเติมเฉพาะกรณีที่ผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) พบเหตุอันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน 

ทั้งนี้ จากการติดตามผลการดำเนินงานในภาพรวมพบว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยสิ่งของต้องห้ามที่ตรวจพบส่วนใหญ่ ได้แก่ แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหากจัดเก็บหรือขนส่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการลัดวงจรและการเกิดเพลิงไหม้ในห้องเก็บสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน

เปิดตรวจเฉพาะกระเป๋าต้องสงสัย ไม่ใช่ทุกใบ

CAAT ย้ำว่า มาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนมีวัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันไม่ให้วัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายถูกนำขึ้นอากาศยาน โดยมิใช่การเปิดตรวจสัมภาระทุกใบเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ กระบวนการตรวจค้นจะเริ่มจากการตรวจคัดกรองสัมภาระด้วยเครื่องเอกซเรย์ 

หากพบวัตถุต้องสงสัย เจ้าหน้าที่จึงจะนำสัมภาระไปยังพื้นที่ที่กำหนดเพื่อดำเนินการเปิดตรวจโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมายเท่านั้น โดยต้องมีการบันทึกภาพระหว่างการตรวจค้นเพื่อเป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบย้อนหลัง และจัดให้มีเอกสารแจ้งการตรวจค้น (Notice of Baggage Inspection) ไว้ภายในสัมภาระ เพื่อให้เจ้าของสัมภาระรับทราบ

ดังนั้น การเปิดกระเป๋าสัมภาระนอกเหนือจากขั้นตอน พื้นที่ หรือโดยบุคคล ที่ไม่ได้รับมอบหมายตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ถือเป็นการดำเนินการตามมาตรการเปิดตรวจสัมภาระฉบับใหม่นี้ และอาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมาย 

ทั้งนี้ สัมภาระลงทะเบียนจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบในการขนส่งของสายการบินตลอดการเดินทาง หากผู้โดยสารพบความผิดปกติของกระเป๋าหรือทรัพย์สินภายในสัมภาระ สามารถติดต่อสายการบินที่ใช้บริการเพื่อแจ้งเรื่องและขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง

เปิดผลสอบ 4 กรณี กระเป๋าถูกเปิดค้น

สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารถูกเปิดค้น จำนวน 4 กรณี ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชน CAAT ได้ประสานตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า

- 2 กรณี เป็นเที่ยวบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศ โดยผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของท่าอากาศยานยืนยันว่า ไม่ใช่การเปิดตรวจสัมภาระ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นของท่าอากาศยานตามมาตรการใหม่ 

- 1 กรณี เป็นเที่ยวบินที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งกระบวนการตรวจค้นสัมภาระก่อนออกเดินทางอยู่ภายใต้กฎระเบียบของท่าอากาศยานประเทศต้นทาง จึงไม่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าวของไทย 

- 1 กรณี เป็นเที่ยวบินภายในประเทศที่มีการเปิดตรวจสัมภาระตามมาตรการใหม่จริง เนื่องจากตรวจพบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่บรรจุอยู่ภายในกระเป๋า และผู้โดยสารไม่ได้ใช้ตัวล็อกแบบ TSA เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องตัดซิปกระเป๋าเพื่อเปิดตรวจ โดยได้ใส่ใบแจ้งการเปิดตรวจสัมภาระตามกระบวนการ

Power Bank ตัวการสำคัญ เสี่ยงไฟไหม้ใต้ท้องเครื่อง

เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น CAAT ขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบรายการสิ่งของต้องห้ามและเงื่อนไขการขนส่งสัมภาระผ่านเว็บไซต์ของสายการบินก่อนจัดกระเป๋าทุกครั้ง โดยเฉพาะแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ซึ่งห้ามบรรจุในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน 

รวมถึงควรตรวจสอบข้อกำหนดสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่และสิ่งของอื่น ๆ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการขนส่งแตกต่างกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและลดความจำเป็นในการเปิดตรวจค้นเพิ่มเติม

ผู้โดยสารต้องทำอย่างไร หากกระเป๋าถูกเปิดหรือทรัพย์สินเสียหาย

CAAT ยังแนะนำให้ผู้โดยสารถ่ายภาพสิ่งของภายในกระเป๋าก่อนปิดสัมภาระ และถ่ายภาพลักษณะภายนอกของกระเป๋าขณะเช็กอิน (Check-in) เก็บไว้เป็นหลักฐาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการบรรจุทรัพย์สินมีค่าไว้ในสัมภาระลงทะเบียน เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและประสานงานกับสายการบินในกรณีที่กระเป๋าหรือสิ่งของภายในเกิดความเสียหาย สูญหาย หรือมีความล่าช้าระหว่างการขนส่ง

CAAT ยืนยันว่า การบังคับใช้มาตรการตรวจค้นสัมภาระดังกล่าวมุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยานเป็นสำคัญ โดยกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานและมาตรการตรวจสอบย้อนหลังไว้อย่างชัดเจน 

พร้อมติดตามผลการดำเนินงานและสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเดินทางทางอากาศเป็นไปด้วยความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทย

ที่มาข้อมูล : CAAT

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ

แท็กบทความ

CAAT
ตรวจกระเป๋าเดินทาง
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย
พาวเวอร์แบงก์
สนามบิน