กมธ.มีอำนาจแค่ไหน เรียกใครมาชี้แจงได้บ้าง?

Share on Line Share on Facebook Share on X
กมธ.มีอำนาจแค่ไหน เรียกใครมาชี้แจงได้บ้าง?

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องติดตาม เมื่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน นัดพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์ การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงการกำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

หนึ่งในรายชื่อที่ได้รับเชิญเข้าชี้แจง คือ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “ไอเดียร์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และนายไท่หยาง ซาง คู่สมรส หลังเกิดประเด็นทางการเมืองต่อเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

กรณีนี้ทำให้เกิดประเด็นตามมาว่า ในทางกฎหมาย “คณะกรรมาธิการ” หรือ กมธ. มีอำนาจมากน้อยเพียงใด และสามารถเรียกบุคคลที่ไม่ได้เป็น สส. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาชี้แจงได้หรือไม่

รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กมธ.อย่างไร?

หลักสำคัญอยู่ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 129 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมาธิการสามารถดำเนินกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องต่าง ๆ และรายงานต่อสภาได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ กมธ.เข้าไปดำเนินการต้องอยู่ภายในหน้าที่และอำนาจของสภา รวมถึงอยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการชุดนั้นด้วย

มาตรา 129 ยังให้อำนาจคณะกรรมาธิการ เรียกเอกสารจากบุคคล หรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่กำลังพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาอยู่ได้

ดังนั้น อำนาจของ กมธ.ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเชิญ สส. รัฐมนตรี หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงบุคคลอื่นที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ภายใต้กรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด

สรุปข่าว

รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ให้อำนาจ กมธ.เรียกเอกสารและบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่อยู่ระหว่างพิจารณาได้ รวมถึงบุคคลภายนอก แต่ต้องอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของสภาและ กมธ. โดยวันที่ 7 ต.ค. กมธ.กฎหมายฯ นัด “สุชาดา–คู่สมรส” เข้าชี้แจง

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องติดตาม เมื่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน นัดพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์ การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงการกำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

หนึ่งในรายชื่อที่ได้รับเชิญเข้าชี้แจง คือ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “ไอเดียร์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และนายไท่หยาง ซาง คู่สมรส หลังเกิดประเด็นทางการเมืองต่อเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

กรณีนี้ทำให้เกิดประเด็นตามมาว่า ในทางกฎหมาย “คณะกรรมาธิการ” หรือ กมธ. มีอำนาจมากน้อยเพียงใด และสามารถเรียกบุคคลที่ไม่ได้เป็น สส. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาชี้แจงได้หรือไม่

รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กมธ.อย่างไร?

หลักสำคัญอยู่ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 129 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมาธิการสามารถดำเนินกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องต่าง ๆ และรายงานต่อสภาได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ กมธ.เข้าไปดำเนินการต้องอยู่ภายในหน้าที่และอำนาจของสภา รวมถึงอยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการชุดนั้นด้วย

มาตรา 129 ยังให้อำนาจคณะกรรมาธิการ เรียกเอกสารจากบุคคล หรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่กำลังพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาอยู่ได้

ดังนั้น อำนาจของ กมธ.ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเชิญ สส. รัฐมนตรี หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงบุคคลอื่นที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ภายใต้กรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด

แล้วบุคคลภายนอก เรียกมาชี้แจงได้หรือไม่?

ในหลักการ สามารถเรียกได้

ถ้าบุคคลนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องที่คณะกรรมาธิการกำลังพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริง มาตรา 129 ใช้คำว่า “บุคคลใด” จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ

กรณีนายไท่หยาง ซาง ซึ่งเป็นคู่สมรสของ น.ส.สุชาดา จึงสามารถได้รับหนังสือเรียกหรือเชิญมาให้ข้อมูลได้ หาก กมธ.เห็นว่าข้อมูลของบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ

สำหรับการประชุมวันที่ 7 ตุลาคม รายงานระบุว่า กมธ.กฎหมายฯ มีวาระติดตามการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับกรณีการเสนอสินบนที่เชื่อมโยงกับการปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์ ตลอดจนมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการกำกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดย น.ส.สุชาดาและคู่สมรสเป็น 2 รายชื่อใหม่ที่ถูกเชิญเข้าชี้แจง

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและกำกับดูแล เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย

กมธ.ไม่ใช่พนักงานสอบสวน

แม้รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กมธ.สอบหาข้อเท็จจริง เรียกบุคคลและเรียกเอกสาร แต่ขอบเขตดังกล่าวแตกต่างจากการสอบสวนคดีอาญาของตำรวจหรือพนักงานสอบสวน

เอกสารของรัฐสภาที่อธิบายเจตนารมณ์มาตรา 129 ระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้คำว่า “สอบหาข้อเท็จจริง” แทนคำว่า “สอบสวน” และ กมธ.ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาในลักษณะเดียวกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรม

หน้าที่หลักจึงเป็นการรวบรวมข้อเท็จจริง ศึกษาปัญหา ตรวจสอบการดำเนินงานตามขอบเขตของฝ่ายนิติบัญญัติ และจัดทำรายงานต่อสภา

การถูกเรียกมาชี้แจงต่อ กมธ. ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิด และข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมาย

มีใครบ้างที่รัฐธรรมนูญกำหนดข้อยกเว้น?

มาตรา 129 วางข้อจำกัดบางกรณีไว้ เช่น การใช้อำนาจเรียกไม่ครอบคลุมผู้พิพากษาหรือตุลาการในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ การพิจารณาพิพากษาคดี หรือการบริหารงานบุคคลของศาล

รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และอำนาจโดยตรงขององค์กรนั้นตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐธรรมนูญกำหนดเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีที่รับผิดชอบกิจการที่ กมธ.กำลังตรวจสอบหรือศึกษา มีหน้าที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดหรือกำกับให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสาร หรือแสดงความคิดเห็นตามที่ กมธ.เรียก

7 ตุลาคม จับตาคำชี้แจง “สุชาดา–คู่สมรส”

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด วันที่ 6 ตุลาคม น.ส.สุชาดาเดินทางเข้าร่วมประชุมพรรคภูมิใจไทย และเมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามถึงประเด็นดังกล่าว ระบุว่าจะชี้แจงในคราวเดียว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง

การประชุมวันที่ 7 ตุลาคมจึงต้องติดตามทั้งข้อมูลจากผู้ที่ได้รับเชิญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระบวนการของ กมธ.ในขั้นนี้เป็นการพิจารณาและสอบหาข้อเท็จจริงตามอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่กระบวนการตัดสินความผิดทางอาญา

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์