เปิดเส้นทางมวลน้ำ “ดีขึ้น” แต่ยังไม่น่าวางใจ จับตาฝนระลอกใหม่ 9-13 ต.ค.

ภาพรวมสถานการณ์น้ำวันที่ 6 ตุลาคม เริ่มเห็นสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เมื่อปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน เริ่มลดลง ทำให้มวลน้ำที่กำลังเดินทางลงสู่พื้นที่ตอนล่างไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวลเหมือนช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
สรุปข่าว
ภาพรวมสถานการณ์น้ำวันที่ 6 ตุลาคม เริ่มเห็นสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เมื่อปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน เริ่มลดลง ทำให้มวลน้ำที่กำลังเดินทางลงสู่พื้นที่ตอนล่างไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวลเหมือนช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
เพราะขณะที่มวลน้ำก้อนเดิมกำลังทยอยเคลื่อนผ่านพื้นที่ภาคกลาง กรมชลประทานยังต้องรักษาการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบริหารสมดุลน้ำในระบบ ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังเผชิญฝนระลอกใหม่ตั้งแต่วันที่ 6-7 ตุลาคม และยังมีอีกช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในวันที่ 11-12 ตุลาคม
นี่จึงเป็นช่วงที่สถานการณ์น้ำกำลังอยู่ระหว่าง “รอยต่อ” จากน้ำเดิมที่กำลังลดลง กับน้ำใหม่ที่อาจเติมเข้ามาอีก
เจ้าพระยาเริ่มเบาลง มวลน้ำกำลังเดินทางผ่านกรุงเทพฯ
จุดสำคัญที่สะท้อนภาพน้ำในลุ่มเจ้าพระยา คือสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเช้าวันที่ 6 ตุลาคม มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,954 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือที่ลดลง ทำให้แรงกดดันต่อพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างเริ่มผ่อนลง
ขณะเดียวกัน เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำประมาณ 63% ส่วนเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ประมาณ 80% และทั้ง 2 เขื่อนยังมีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน หมายความว่า ในเวลานี้ยังมี “พื้นที่กันชน” ในระบบเขื่อนสำหรับรับน้ำเพิ่มเติม ไม่ได้อยู่ในภาวะที่น้ำเต็มจนไม่สามารถบริหารจัดการได้
สิ่งที่ต้องจับตาคือ เส้นทางของน้ำหลังจากนี้ มวลน้ำจะทยอยผ่านชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร ก่อนระบายออกสู่อ่าวไทยบริเวณสมุทรปราการ
กรมชลประทานจึงยังคงระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมบริหารน้ำเข้าสู่ระบบทั้งสองฝั่งตามศักยภาพของคลอง เพื่อเปิดทางรองรับฝนที่จะเข้ามาเติมในระยะถัดไป
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำจะสูงขึ้นหรือไม่” แต่คือ ฝนใหม่จะเข้ามาสมทบกับมวลน้ำเดิมมากแค่ไหน หากฝนไม่ตกหนักต่อเนื่อง ระดับน้ำในพื้นที่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมากนัก แต่พื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำยังคงต้องเฝ้าระวัง
ตะวันออกยังไม่จบ มวลน้ำก้อนใหญ่กำลังลงบางปะกง
ถ้ามองไปทางภาคตะวันออก ภาพกลับแตกต่างจากลุ่มเจ้าพระยาอย่างชัดเจน พื้นที่ อำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอเมืองปราจีนบุรี ยังคงมีน้ำท่วม ขณะที่มวลน้ำสูงสุดกำลังเคลื่อนลงสู่แม่น้ำบางปะกง นี่เป็นอีกจุดที่ต้องจับตา เพราะแม่น้ำบางปะกงและพื้นที่ริมแม่น้ำมีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ ทำให้การลดระดับของน้ำทำได้ช้ากว่าพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว
ดังนั้น แม้ฝนจะหยุดหรือลดลงในบางช่วง แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำจะลดลงทันที คาดว่าพื้นที่ริมแม่น้ำในจังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทราอาจต้องใช้เวลา อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ กว่าสถานการณ์จะคลี่คลายอย่างชัดเจน ภาพของภาคตะวันออกจึงยังเป็น “น้ำเก่าที่ต้องรอระบาย” ขณะที่ความเสี่ยงใหม่คือฝนที่อาจตกลงมาเพิ่มเติม
แม่กลองเริ่มพ้นจุดน่าห่วง แต่เพชรบุรียังต้องจับตา
อีกด้านหนึ่ง ลุ่มน้ำแม่กลองเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ระดับน้ำในจังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม รวมถึงพื้นที่โพธารามและบ้านโป่ง ลดลงต่ำกว่าตลิ่งแล้ว
กรมชลประทานยังประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อบริหารการระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณให้สัมพันธ์กับปริมาณฝนด้านท้ายน้ำ ลดความเสี่ยงที่พื้นที่จะกลับมาท่วมซ้ำ
แต่เมื่อมองลงมาที่จังหวัดเพชรบุรี สถานการณ์ยังต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะ เขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำประมาณ 102%
กรมชลประทานจึงตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เพื่อควบคุมการบริหารเขื่อนแก่งกระจานและระบบลุ่มน้ำเพชรบุรี พร้อมเตรียมคลองระบายน้ำออกสู่ทะเล หากมีฝนตกเพิ่มขึ้น จะได้เร่งระบายน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านล่าง
41 จังหวัดเจอฝนหนักวันนี้ ก่อนฝนระลอกใหม่ 9-13 ต.ค.
ขณะที่ฝ่ายบริหารจัดการน้ำกำลังเร่งเตรียมพื้นที่รับน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า วันนี้ 6 ตุลาคม ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน
มีทั้ง ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยวันนี้มีพื้นที่ฝนหนักรวม 41 จังหวัด
พื้นที่ที่ต้องจับตาครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ไปจนถึงภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ในเส้นทางน้ำหรือเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ
ภาคกลางมีทั้งนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ส่วนภาคตะวันออกมีชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ขณะที่ภาคใต้ต้องจับตาหลายจังหวัด โดยเฉพาะเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
วันที่ 7 ตุลาคม พื้นที่ฝนหนักจะลดลง แต่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า ช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม จะกลับมาเป็นอีกช่วงที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคใต้
“น้ำกำลังลด” แต่ยังวางใจไม่ได้
จากภาพรวม จะเห็นว่าสถานการณ์น้ำของประเทศไทยไม่ได้มีทิศทางเดียวกันทั้งหมด
ลุ่มเจ้าพระยา กำลังได้แรงหนุนจากปริมาณน้ำทางตอนบนที่ลดลง ขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังมีพื้นที่รองรับน้ำ
ลุ่มน้ำแม่กลอง เริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำหลายพื้นที่ลดต่ำกว่าตลิ่งแล้ว
แต่ ภาคตะวันออก ยังมีมวลน้ำก้อนใหญ่ที่กำลังเคลื่อนลงสู่แม่น้ำบางปะกง และต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าน้ำจะระบายออก
ส่วน เพชรบุรี ยังต้องจับตาเป็นพิเศษจากระดับน้ำในเขื่อนแก่งกระจานที่อยู่ในระดับสูง
จุดสำคัญคือ “ฝนใหม่” ที่กำลังจะเข้ามา
ดังนั้น ช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม จึงเป็นช่วงเฝ้าระวังระลอกแรก ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสำคัญอีกครั้งในวันที่ 9-13 ตุลาคม
สำหรับประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ ชุมชนริมแม่น้ำ พื้นที่ใกล้ทางน้ำ และพื้นที่ลาดเชิงเขา ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ระดับน้ำที่มีอยู่ในวันนี้ แต่อยู่ที่ ฝนตกสะสมและน้ำที่อาจเติมเข้ามาอย่างรวดเร็ว
กรมอุตุนิยมวิทยายังเตือนว่า ในช่วงอากาศแปรปรวน ฝนอาจตกลงมาอย่างรวดเร็วและหนักเป็นจุด ๆ พร้อมลมกระโชกแรงและโอกาสเกิดลูกเห็บ หากเริ่มมีฟ้าร้องหรือลมแรง ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และบริเวณป้ายหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง
สถานการณ์น้ำวันนี้อาจเริ่มเห็นแสงสว่าง แต่โจทย์สำคัญคือจะรักษาแนวโน้มนี้ไว้ได้หรือไม่ เมื่อฝนระลอกใหม่กำลังเดินทางเข้ามา
- พยากรณ์อากาศวันนี้ 6 ต.ค.69 ลมหนาวปะทะลมฝน! ทั่วไทยอากาศแปรปรวน เตือน 2 ช่วงที่ต้องเฝ้าระวัง 6– 7 ต.ค. และ 9 - 11 ต.ค.
- กาญจนบุรีเฝ้าระวังน้ำ 2 เขื่อนใหญ่เกิน 90% ระดมเครื่องจักรรับมือ
- GISTDA เผยภาพดาวเทียม ตะกอน 4 แม่น้ำไหลสู่อ่าวไทย เสี่ยง “แพลงก์ตอนบลูม”
- น้ำท่วมสะเทือนค้าขาย ตั้งแต่หน้าร้านถึงออนไลน์ ทำเงินสะดุดทั้งระบบ
ที่มาข้อมูล : กรมชลประทาน,กรมอุตุนิยมวิทยา
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix
นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย
