
สถานการณ์น้ำในจังหวัดน่านช่วงบ่ายวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง และอำเภอเวียงสา หลังมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนทยอยเคลื่อนลงมาตามแม่น้ำน่าน ขณะที่อำเภอปัวและอำเภอท่าวังผามีแนวโน้มดีขึ้น หลังฝนลดลงและระดับน้ำบริเวณท่าวังผากลับเข้าสู่ตลิ่ง
นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการ บมจ.ทีม กรุ๊ป และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ TNN ช่อง 16 ว่า ข้อมูลถึงช่วงเที่ยงวันที่ 20 สิงหาคม พบว่ามวลน้ำส่วนที่มีระดับสูงขณะนี้อยู่บริเวณอำเภอเมืองน่านและอำเภอภูเพียง โดยระดับน้ำที่ท่าวังผาลดลงต่ำกว่าตลิ่งแล้ว แต่ปริมาณน้ำยังคงไหลต่อเนื่องลงสู่พื้นที่ด้านล่าง
ฝนปัวสะสมแตะ 415 มม. ก่อนแนวโน้มลดลง
นายชวลิตระบุว่า ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงบริเวณอำเภอปัวเคยเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 415 มิลลิเมตร ขณะที่ท่าวังผาอยู่ที่ประมาณ 398 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม หลังเที่ยงคืนฝนเริ่มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำมีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย
ก่อนหน้านี้ ช่วงที่เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ปัว มีฝนสะสมประมาณ 388 มิลลิเมตรในช่วงเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง และมีช่วงหนึ่งที่ฝนตกสูงถึงประมาณ 111 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำไหลลงพื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว
เมื่อความเข้มของฝนรายชั่วโมงลดลง ความเสี่ยงจากน้ำป่ารอบใหม่ในพื้นที่ปัวจึงลดลงตามสถานการณ์ แต่ยังจำเป็นต้องติดตามฝนต่อเนื่อง เนื่องจากดินในพื้นที่มีความชุ่มน้ำสูง ทำให้ฝนที่ตกเพิ่มเติมสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำไหลบ่าได้รวดเร็ว
สรุปข่าว
สถานการณ์น้ำในจังหวัดน่านช่วงบ่ายวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง และอำเภอเวียงสา หลังมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนทยอยเคลื่อนลงมาตามแม่น้ำน่าน ขณะที่อำเภอปัวและอำเภอท่าวังผามีแนวโน้มดีขึ้น หลังฝนลดลงและระดับน้ำบริเวณท่าวังผากลับเข้าสู่ตลิ่ง
นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการ บมจ.ทีม กรุ๊ป และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ TNN ช่อง 16 ว่า ข้อมูลถึงช่วงเที่ยงวันที่ 20 สิงหาคม พบว่ามวลน้ำส่วนที่มีระดับสูงขณะนี้อยู่บริเวณอำเภอเมืองน่านและอำเภอภูเพียง โดยระดับน้ำที่ท่าวังผาลดลงต่ำกว่าตลิ่งแล้ว แต่ปริมาณน้ำยังคงไหลต่อเนื่องลงสู่พื้นที่ด้านล่าง
ฝนปัวสะสมแตะ 415 มม. ก่อนแนวโน้มลดลง
นายชวลิตระบุว่า ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงบริเวณอำเภอปัวเคยเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 415 มิลลิเมตร ขณะที่ท่าวังผาอยู่ที่ประมาณ 398 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม หลังเที่ยงคืนฝนเริ่มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำมีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย
ก่อนหน้านี้ ช่วงที่เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ปัว มีฝนสะสมประมาณ 388 มิลลิเมตรในช่วงเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง และมีช่วงหนึ่งที่ฝนตกสูงถึงประมาณ 111 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำไหลลงพื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว
เมื่อความเข้มของฝนรายชั่วโมงลดลง ความเสี่ยงจากน้ำป่ารอบใหม่ในพื้นที่ปัวจึงลดลงตามสถานการณ์ แต่ยังจำเป็นต้องติดตามฝนต่อเนื่อง เนื่องจากดินในพื้นที่มีความชุ่มน้ำสูง ทำให้ฝนที่ตกเพิ่มเติมสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำไหลบ่าได้รวดเร็ว
เมืองน่านน้ำล้นตลิ่ง มวลน้ำอาจทรงตัวอีกราว 1 วัน
สำหรับอำเภอเมืองน่าน นายชวลิตประเมินว่า ระดับน้ำในแม่น้ำน่านล้นตลิ่งธรรมชาติประมาณ 40 เซนติเมตร แม้พื้นที่เทศบาลจะมีคันกั้นน้ำสูงประมาณ 1.50 เมตร แต่มีน้ำเข้าสู่พื้นที่จากด้านเหนือ ส่งผลให้บางจุดมีน้ำท่วมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร หรือระดับหัวเข่า
มวลน้ำระดับสูงยังอยู่บริเวณอำเภอเมือง เนื่องจากลำน้ำสาขายังคงระบายน้ำเข้าสู่แม่น้ำน่าน จึงคาดว่าระดับน้ำในพื้นที่อาจทรงตัวต่อไปอีกราว 1 วัน ก่อนที่มวลน้ำหลักจะเคลื่อนลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
ส่วนอำเภอภูเพียง ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าระดับน้ำอยู่ใกล้ช่วงสูงสุดแล้ว เนื่องจากอยู่ติดกับอำเภอเมืองน่าน ขณะที่พื้นที่ซึ่งต้องเฝ้าระวังต่อจากนี้คืออำเภอเวียงสา
เวียงสาเฝ้าระวังเช้า 21 ส.ค. ระดับน้ำอาจเพิ่มอีก
นายชวลิตระบุว่า ระดับน้ำบริเวณเวียงสาขณะให้สัมภาษณ์ล้นตลิ่งประมาณ 2 เมตร และยังไม่ถึงระดับสูงสุด โดยประเมินว่าอาจเพิ่มเป็นประมาณ 2.50 เมตรในช่วงเช้าวันที่ 21 สิงหาคม 2569
ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจึงควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการและระบบ Cell Broadcast อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วย รวมถึงการเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงและทรัพย์สินมีค่าไปยังพื้นที่ปลอดภัย หากได้รับคำแนะนำให้อพยพควรดำเนินการตามเจ้าหน้าที่ทันที
ตามลำดับการเคลื่อนตัวของน้ำ มวลน้ำจากปัวและท่าวังผาจะผ่านอำเภอเมือง ภูเพียง และเวียงสา ก่อนทยอยเคลื่อนลงพื้นที่ตอนล่างและเข้าสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์
เขื่อนสิริกิติ์ยังมีพื้นที่รองรับน้ำ
นายชวลิตประเมินว่า เขื่อนสิริกิติ์ยังสามารถรองรับน้ำจากสถานการณ์ครั้งนี้ได้ โดยมีพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำประมาณ 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำจากฝนหนักรอบนี้คาดว่าจะไม่ถึง 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
จึงมีพื้นที่รองรับน้ำที่ไหลลงมาจากลุ่มน้ำน่านได้ อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการยังต้องติดตามทั้งปริมาณน้ำไหลเข้า ฝนเหนือเขื่อน และสถานการณ์ลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง
เสนอเพิ่มจุดวัดฝนระดับชุมชน เชื่อมระบบเตือนภัย
จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากครั้งนี้ นายชวลิตเสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจวัดฝนในพื้นที่ภูเขา โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลซึ่งสถานีตรวจวัดอัตโนมัติยังมีไม่เพียงพอ พร้อมสร้างเครือข่ายให้ประชาชนและฝ่ายปกครองในพื้นที่สามารถรายงานข้อมูลปริมาณฝนได้รวดเร็ว
ข้อมูลดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อกับหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประกอบการพิจารณาแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast และช่องทางอื่น โดยเฉพาะเมื่อพบฝนรายชั่วโมงเพิ่มสูงผิดปกติ
ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้บริหารจัดการลุ่มน้ำน่านตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งการรักษาพื้นที่ป่า ลดการชะล้างตะกอนลงสู่ลำน้ำ ขุดลอกบริเวณที่เป็นคอขวด รวมถึงพัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและพื้นที่แก้มลิงในจุดที่เหมาะสม เพื่อช่วยชะลอและกระจายน้ำในช่วงฝนตกหนัก
- GISTDA เปิดแผนที่จำลองน้ำท่วมน่าน ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงวิกฤต
- ตั้ง War Room เร่งติดตามช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางน้ำท่วมน่าน
- รับมือฝนตกหนัก–น้ำป่าภาคเหนือ เฝ้าระวังเส้นทางเดินรถรถไฟ 24 ชั่วโมง
- มท.3 ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ สำรวจน้ำท่วมน่านมุมสูง-ประเมินพื้นที่ได้รับผลกระทบ
- เปิดสถิติน้ำท่วมน่าน 63 ปี เหตุใหญ่เกิดซ้ำ 3 ปีติด 2567-2569
บรรณาธิการออนไลน์
