
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดน่าน สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างในช่วงวันที่ 18-19 สิงหาคม 2569 ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยายังคงเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม
คำถามสำคัญคือ อะไรเป็นสาเหตุให้ฝนตกหนักจนเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่น่าน และสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด
สรุปข่าว
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดน่าน สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างในช่วงวันที่ 18-19 สิงหาคม 2569 ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยายังคงเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม
คำถามสำคัญคือ อะไรเป็นสาเหตุให้ฝนตกหนักจนเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่น่าน และสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด
3 ปัจจัยหลัก ทำฝนถล่มภาคเหนือ
ผอ.สุรพงษ์ สารปะ ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า สถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงนี้เกิดจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ทำงานร่วมกัน
ประการแรก คือ ร่องมรสุมหรือร่องฝนเลื่อนลงมาพาดผ่านบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกิดกลุ่มเมฆฝนปกคลุมหลายพื้นที่
ประการที่สอง คือ หย่อมความกดอากาศต่ำหรือหย่อมฝนบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนใกล้เวียดนาม ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนตัวของลมและกลุ่มฝนเข้าสู่ประเทศไทย
และประการที่สาม คือ ลมมรสุมที่พัดนำความชื้นจากทะเลเข้ามาเติมบริเวณแนวร่องฝน ส่งผลให้ฝนมีความหนาแน่นและตกหนักมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
เมื่อทั้ง 3 ปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน จึงทำให้ช่วงวันที่ 18-21 สิงหาคม มีฝนตกชุกและหนาแน่น โดยช่วงที่มีฝนมากที่สุดคือวันที่ 18-19 สิงหาคม
ทำไม “ปัว” จึงเจอฝนหนักจนเกิดน้ำป่า ใช่เรนบอมบ์หรือไหม?
หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ลักษณะฝนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ไม่ได้เข้าข่าย “เรนบอมบ์” แต่เป็นฝนตกหนักสะสมเป็นเวลาหลายชั่วโมง
ฝนเริ่มตกประมาณ 02.00 น. โดยมีฝนเฉลี่ยราว 40-50 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และตกต่อเนื่องประมาณ 4-5 ชั่วโมง ทำให้มีปริมาณฝนสะสมราว 200-300 มิลลิเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอปัว จนเกิดน้ำป่าไหลหลากตามมา
ลักษณะภูมิประเทศก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เนื่องจากมีลมพัดเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องและมีภูเขาที่รับลม ทำให้เกิดฝนสะสมในปริมาณมาก เมื่อพื้นดินและพื้นที่ต้นน้ำรับน้ำจำนวนมากในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง จึงเพิ่มโอกาสที่น้ำจะไหลหลากลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว
"หากเป็น “เรนบอมบ์” จะมีลักษณะฝนตกหนักอย่างรุนแรงในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยอาจมีปริมาณฝนสูงถึง 100-200 มิลลิเมตร และมักเกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่เป็นบริเวณแคบ ๆ แต่กรณีของอำเภอปัวเป็นฝนที่ตกต่อเนื่องหลายชั่วโมงและครอบคลุมพื้นที่กว้าง จึงไม่เข้าลักษณะของเรนบอมบ์" ผอ.สุรพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม ซึ่งส่งผลต่อลักษณะของฝนในปัจจุบัน โดยจะเห็นว่าหลายพื้นที่มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ และเกิดขึ้นในหลายพื้นที่พร้อมกัน ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบฝนที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้นในบางช่วงเวลา
น่านฝนเริ่มลด แต่ “น้ำ” ยังต้องเฝ้าระวัง
แม้ภาพเรดาร์ล่าสุดจะพบว่า ฝนในจังหวัดน่านลดลงแล้ว และเหลือฝนในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่สถานการณ์ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากน้ำฝนที่ตกสะสมก่อนหน้านี้ยังส่งผลต่อระดับน้ำในแม่น้ำน่าน
กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า บางพื้นที่ของน่านยังมีความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ขณะเดียวกันระดับน้ำในแม่น้ำน่านกำลังเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองน่าน และระดับน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างรวดเร็ว
ดังนั้น แม้ฝนจะเริ่มเบาลง แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะริมแม่น้ำ ลำน้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ ยังต้องติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
20 สิงหาคม ยังมีพื้นที่เสี่ยงฝนหนัก
สำหรับวันที่ 20 สิงหาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า พื้นที่ภาคเหนือยังมีฝนตกหนัก โดยเฉพาะ เชียงราย พะเยา น่าน และอุตรดิตถ์ รวมถึงบางพื้นที่ของเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ขณะที่เพชรบูรณ์และพื้นที่อื่น ๆ ก็ยังมีโอกาสเกิดฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากได้
พื้นที่เสี่ยงจึงยังครอบคลุมหลายจังหวัด โดยเฉพาะ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ ซึ่งประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
21 สิงหาคม ฝนเริ่มลด แต่ยังประมาทไม่ได้
แนวโน้มวันที่ 21 สิงหาคม ปริมาณฝนทั่วประเทศจะเริ่มลดลงอย่างชัดเจน แต่พื้นที่เชียงรายและน่านยังมีโอกาสเกิดฝนตกหนักบางจุด แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม
สิ่งที่ต้องระวังคือ ดินในหลายพื้นที่มีน้ำสะสมอยู่แล้ว ดังนั้นแม้ฝนจะตกเพิ่มในพื้นที่ไม่มาก หากตกลงมาในจุดที่มีความเสี่ยง ก็ยังสามารถทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากได้
กรมอุตุนิยมวิทยาจึงย้ำว่าการเฝ้าระวังยังจำเป็นต่อเนื่อง เพราะฝนที่ตกลงมาเพิ่มเติมแม้ในพื้นที่ไม่กว้าง ก็อาจทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่มีภูมิประเทศลาดชัน
ไม่มีสัญญาณพายุเข้าไทยในสัปดาห์นี้
อีกประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจคือสถานการณ์พายุ กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า จากข้อมูลล่าสุด ยังไม่พบสัญญาณการก่อตัวของพายุที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในช่วงสัปดาห์นี้
แม้จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนและใกล้ไต้หวัน แต่ระบบที่มีโอกาสพัฒนาเป็นพายุยังอยู่ห่างออกไปบริเวณฟิลิปปินส์ และมีแนวโน้มเคลื่อนผ่านฟิลิปปินส์ ไม่ได้เคลื่อนเข้ามาใกล้ประเทศไทย
ดังนั้น ฝนหนักในไทยช่วงนี้จึงมีสาเหตุหลักจาก ร่องฝน มรสุม และหย่อมความกดอากาศต่ำ มากกว่าจะเป็นผลจากพายุโดยตรง
จับตาปลาย ส.ค.-ต้น ก.ย. ฝนอาจกลับมาอีกระลอก
แม้ฝนจะมีแนวโน้มลดลงหลังวันที่ 21 สิงหาคม แต่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า หลังจากวันที่ 22-23 สิงหาคม ปริมาณฝนในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากร่องมรสุมอาจเลื่อนขึ้นไปทางเมียนมาและมรสุมอ่อนกำลังลง
อย่างไรก็ตาม ช่วง ปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน ยังมีแนวโน้มที่ฝนจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจเป็นพื้นที่ที่มีฝนชุกมากขึ้น
สถานการณ์ครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนว่า แม้ระดับฝนในบางพื้นที่จะเริ่มลดลง แต่พื้นที่ที่มีน้ำสะสมอยู่แล้วต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพราะฝนตกหนักเพียงช่วงสั้น ๆ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดน้ำป่าไหลหลากได้
- ปภ. เตือนมวลน้ำปัวไหลลงเมืองน่าน คาดถึงเวียงสาใน 8-10 ชม.
- ส.ค.-ก.ย. “ฝนชุก” ที่สุดของปี จับตาพายุเข้าประเทศไทย
- อำเภอปัวน้ำลด มวลน้ำจ่อท่าวังผา-เมืองน่าน-เวียงสา ก่อนไหลลงเขื่อนสิริกิติ์
- อัปเดตจุดน้ำท่วม - สะพานขาด จ.น่านล่าสุด รถผ่านไม่ได้ แนะเส้นทางเลี่ยง
- ฝนถล่มปัว 277.6 มม. แม่น้ำน่านเพิ่มสูงต่อเนื่อง ปภ.เตือนอ.เมืองน้ำล้นตลิ่ง
ที่มาข้อมูล : กรมอุตุนิยมวิทยา
ที่มารูปภาพ : ประชาสัมพันธ์น่าน
นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย
