แบกภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว! สาเหตุสำคัญ เมื่อ Gen Y และ Gen Z ไม่ต้องการมีลูก

Share on Line Share on Facebook Share on X
แบกภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว! สาเหตุสำคัญ เมื่อ Gen Y และ Gen Z ไม่ต้องการมีลูก

ผลสำรวจวันแม่ 2569 เม็ดเงินสะพัดสูงที่สุดในรอบ 7 ปี

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่แห่งชาติ ปี 2569 พบว่า เม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลวันแม่คาดว่าจะอยู่ที่ 11,139 ล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 7 ปี แม้จะขยายตัวจากปีก่อนเพียง 0.7% สะท้อนบรรยากาศการใช้จ่ายที่ยังคงคึกคักในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการที่วันแม่ปีนี้ตรงกับวันหยุดกลางสัปดาห์ ซึ่งไม่เชื่อมต่อกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ผลสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่ ปี 2569 คาดว่าจะมีเงินสะพัดรวม 11,139 ล้านบาท นับเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 7 ปี 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย และเลือกใช้เงินกับกิจกรรมที่จำเป็นมากขึ้น

สรุปข่าว

ผลสำรวจวันแม่ 2569 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดสาเหตุสำคัญเมื่อเด็กรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z มีแนวโน้มไม่ต้องการมีลูกในสัดส่วนที่สูง เพราะมองภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูสูงเกินรับไหว

ผลสำรวจวันแม่ 2569 เม็ดเงินสะพัดสูงที่สุดในรอบ 7 ปี

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่แห่งชาติ ปี 2569 พบว่า เม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลวันแม่คาดว่าจะอยู่ที่ 11,139 ล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 7 ปี แม้จะขยายตัวจากปีก่อนเพียง 0.7% สะท้อนบรรยากาศการใช้จ่ายที่ยังคงคึกคักในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการที่วันแม่ปีนี้ตรงกับวันหยุดกลางสัปดาห์ ซึ่งไม่เชื่อมต่อกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ผลสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่ ปี 2569 คาดว่าจะมีเงินสะพัดรวม 11,139 ล้านบาท นับเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 7 ปี 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย และเลือกใช้เงินกับกิจกรรมที่จำเป็นมากขึ้น

ผลสำรวจพฤติกรรมการซื้อของขวัญวันแม่

ด้านอาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการซื้อของขวัญวันแม่ พบว่า 40.9% ของประชาชนระบุว่าจะไม่ซื้อของขวัญให้แม่ ขณะที่ 20.7% เลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ 20.0% ซื้อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และ 18.4% ซื้อจากร้านค้าออฟไลน์

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ได้แก่ โปรโมชั่น เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ คุณภาพสินค้า ราคา และความน่าเชื่อถือของร้านค้า ส่วนของขวัญยอดนิยมที่มอบให้คุณแม่ ได้แก่ พวงมาลัยและดอกไม้ รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย วิตามินและยา เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า สลากกินแบ่งรัฐบาล รวมถึงเงินสดและทองคำ

สำหรับกิจกรรมที่ประชาชนวางแผนทำร่วมกับคุณแม่ในวันแม่ พบว่า 52.1% ตั้งใจพาแม่ไปรับประทานอาหาร โดยใช้จ่ายเฉลี่ย 2,374 บาท เพิ่มขึ้น 0.5% รองลงมา 36.6% วางแผนพาแม่ไปทำบุญ ใช้จ่ายเฉลี่ย 1,315 บาท เพิ่มขึ้น 1.9% ขณะที่ 33.1% จะพาแม่ไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ใช้จ่ายเฉลี่ย 1,669 บาท เพิ่มขึ้น 1.6% และ 17.5% เลือกใช้เวลาร่วมกันที่บ้าน ใช้จ่ายเฉลี่ย 294 บาท ลดลง 1.3%

จับตาปัญหาประชากรไทยลดลงต่อเนื่อง

การสำรวจในครั้งนี้ยังได้สอบถามทัศนคติของประชาชนต่อปัญหาโครงสร้างประชากรไทยเป็นครั้งแรก โดยผลสำรวจพบว่า ประชาชนเพียง 41.5% ทราบว่าปัจจุบันประชากรไทยลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เหลือเพียง 65.8 ล้านคน หรือหายไปแล้วประมาณ 750,000 คน ขณะที่อีก 58.5% ยังไม่ทราบข้อมูลดังกล่าว

เด็กรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z มีแนวโน้มไม่ต้องการมีลูก

ผลสำรวจยังชี้ว่า คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มไม่ต้องการมีบุตรในสัดส่วนที่สูง โดย Gen Y ระบุว่าไม่ต้องการมีบุตร (อีก) สูงถึง 53.2% และ Gen Z อยู่ที่ 26.5% สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยังไม่ตัดสินใจมีบุตร ได้แก่ ภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูงเกินรับไหว และความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต 

ทั้งนี้ กลุ่มที่ยังไม่แน่ใจระบุว่า ปัจจัยที่จะช่วยเปลี่ยนใจให้ต้องการมีบุตรมากที่สุด คือความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ที่มากขึ้น (25.4%) รองลงมาคือเงินอุดหนุนจากภาครัฐ (23.4%) สะท้อนว่ามาตรการทางภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ดัชนีที่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุด สะท้อนว่า ผู้ประกอบการ SMEs ยังมองสถานการณ์ธุรกิจในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังชะลอตัว การใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นยังมีจำกัด 

ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรลดลง อีกทั้งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังชะลอการลงทุนและการเปิดสาขาใหม่ เพื่อรักษาสภาพคล่องและเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ที่มาข้อมูล : มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ที่มารูปภาพ : Getty Images

อดีตนักข่าวการเมืองภาคสนาม ติ่งเกาหลีที่ชอบดูฟุตบอล เป็นสายมูและทาสแมว