ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าวสถานี TNN16 เดินทางพร้อมทีมงานไปที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ไปสัมภาษณ์ ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอบถามความจริงเรื่องแผ่นดินไหวกับอาคารสูงในไทย
ผมเริ่มต้นถามอาจารย์สันติจากกระแสความห่วงใยและคำถามคาใจของสังคมเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารสูงในประเทศไทย หากเราต้องเจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนหลายคนมีความเชื่อฝังใจว่าตึกระฟ้าในเมืองหลวงอาจถึงคราวพังถล่มลงมาได้ง่ายๆ สร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
อาจารย์สันติ ตอบอย่างตรงไปตรงมา และชัดเจนว่า "ความแตกต่าง" ของขนาดและความลึกมีโอกาสก่อให้เกิดความเสียหายที่แตกต่างกัน โดยแผ่นดินไหวที่อยู่ลึกลงไปแม้จะมีขนาดใหญ่ แต่ความเสียหายบนพื้นดินอาจลดลงได้ ในทางกลับกัน หากเป็นแผ่นดินไหวตื้นก็จะมีโอกาสสร้างความเสียหายได้มากกว่า สำหรับประเทศไทยนั้น มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในเกณฑ์ที่น้อยมาก เนื่องมาจากอัตราการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนที่มีค่าต่ำ แต่อาจพบแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นได้บ้างตามบริบททางธรณีวิทยา
จากความกังวลที่ว่าอาคารสูงในไทยจะพังถล่มลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหว อาจารย์สันติ ยืนยันว่าความเชื่อดังกล่าวไม่เป็นความจริงและมีความคลาดเคลื่อนอยู่พอสมควร เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า การออกแบบและการก่อสร้างอาคารสูงในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งได้มาตรฐานวิศวกรรม ในวันที่เกิดเหตุเรามักจะเจอเพียงความเสียหายที่เปลือกอาคารและการสั่นไหวเล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นความเสียหายที่น่ากลัวเกินไปจนถึงขั้นโครงสร้างวิกฤต นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่สูงหรืออาคารเตี้ยก็มีโอกาสได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวได้ทั้งสิ้น ไม่ใช่อาคารสูงจะมีความเสี่ยงมากกว่าเสมอไป แต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญว่าแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวอยู่ใกล้หรือไกลเพียงใด ส่วนในแง่ของการรับมือ อาจารย์สันติได้เน้นย้ำหลักการสำคัญว่า "หากอาคารปลอดภัย เราก็จะปลอดภัย และแนวทางการรับมือที่ดีที่สุดคือการที่ประชาชนต้องรู้วิธีอพยพอย่างถูกต้อง มีโครงสร้างอาคารที่แข็งแรง และที่สำคัญคือต้องตั้งสติ อย่าให้ความโกลาหลมาทำร้ายตัวเราเอง"

สรุปข่าว
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าวสถานี TNN16 เดินทางพร้อมทีมงานไปที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ไปสัมภาษณ์ ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอบถามความจริงเรื่องแผ่นดินไหวกับอาคารสูงในไทย
ผมเริ่มต้นถามอาจารย์สันติจากกระแสความห่วงใยและคำถามคาใจของสังคมเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารสูงในประเทศไทย หากเราต้องเจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนหลายคนมีความเชื่อฝังใจว่าตึกระฟ้าในเมืองหลวงอาจถึงคราวพังถล่มลงมาได้ง่ายๆ สร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
อาจารย์สันติ ตอบอย่างตรงไปตรงมา และชัดเจนว่า "ความแตกต่าง" ของขนาดและความลึกมีโอกาสก่อให้เกิดความเสียหายที่แตกต่างกัน โดยแผ่นดินไหวที่อยู่ลึกลงไปแม้จะมีขนาดใหญ่ แต่ความเสียหายบนพื้นดินอาจลดลงได้ ในทางกลับกัน หากเป็นแผ่นดินไหวตื้นก็จะมีโอกาสสร้างความเสียหายได้มากกว่า สำหรับประเทศไทยนั้น มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในเกณฑ์ที่น้อยมาก เนื่องมาจากอัตราการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนที่มีค่าต่ำ แต่อาจพบแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นได้บ้างตามบริบททางธรณีวิทยา
จากความกังวลที่ว่าอาคารสูงในไทยจะพังถล่มลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหว อาจารย์สันติ ยืนยันว่าความเชื่อดังกล่าวไม่เป็นความจริงและมีความคลาดเคลื่อนอยู่พอสมควร เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า การออกแบบและการก่อสร้างอาคารสูงในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งได้มาตรฐานวิศวกรรม ในวันที่เกิดเหตุเรามักจะเจอเพียงความเสียหายที่เปลือกอาคารและการสั่นไหวเล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นความเสียหายที่น่ากลัวเกินไปจนถึงขั้นโครงสร้างวิกฤต นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่สูงหรืออาคารเตี้ยก็มีโอกาสได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวได้ทั้งสิ้น ไม่ใช่อาคารสูงจะมีความเสี่ยงมากกว่าเสมอไป แต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญว่าแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวอยู่ใกล้หรือไกลเพียงใด ส่วนในแง่ของการรับมือ อาจารย์สันติได้เน้นย้ำหลักการสำคัญว่า "หากอาคารปลอดภัย เราก็จะปลอดภัย และแนวทางการรับมือที่ดีที่สุดคือการที่ประชาชนต้องรู้วิธีอพยพอย่างถูกต้อง มีโครงสร้างอาคารที่แข็งแรง และที่สำคัญคือต้องตั้งสติ อย่าให้ความโกลาหลมาทำร้ายตัวเราเอง"

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ซึ่งถือเป็นฝีมือมนุษย์ที่เป็นสาเหตุโดยตรงในการเหนี่ยวนำให้เกิดแผ่นดินไหว อาจสามารถพูดได้ว่าทุกครั้งที่มนุษย์ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ จะเกิดแรงสั่นสะเทือน ซึ่งในตัวมันเองก็คือแผ่นดินไหว เช่น เหตุการณ์ที่อลาสกาในปี ค.ศ. 1983 และที่ประเทศเกาหลีเหนือ แม้ว่าตามหลักการแล้วแรงกระแทกจากการทดลองสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปกระตุ้นรอยเลื่อนอื่นๆ ได้ แต่ในความเป็นจริงผู้ทดสอบมักจะเลือกพื้นที่ห่างไกลและพ้นจากแนวรอยเลื่อน ตามทฤษฎีแล้วการทดลองในระยะไกลก็ไม่ส่งผลกระทบเรื่องแผ่นดินไหวมาถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน
หากเปรียบเทียบขนาดและความรุนแรง แผ่นดินไหวจากธรรมชาติมักจะมีขนาดใหญ่กว่ามาก อาจารย์สันติพูดติดตลกว่า "มนุษย์จิ๊ว หรือเล็กกว่าธรรมชาติอยู่นะ" โดยในปี ค.ศ. 1960 ธรรมชาติเคยสร้างแผ่นดินไหวขนาดสูงสุดถึง 9.3 ในขณะที่แผ่นดินไหวจากการทดลองนิวเคลียร์มีความรุนแรงประมาณ 6.7 ซึ่งมีขนาดที่แตกต่างกันพอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้แผ่นดินไหวจากมนุษย์มีความน่ากลัวคือระดับความลึกที่มีค่าน้อยมาก จุดศูนย์กลางที่ตื้นใกล้พื้นผิวทำให้แรงสั่นสะเทือนระดับ 6 กว่าๆ สามารถสร้างความเสียหายในพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างรุนแรง
อาจารย์สันติฉายภาพต่อไปอีกว่า "สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ไม่ใช่ตัวแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แต่คือความเสี่ยงเรื่องสารกัมมันตรังสีรั่วไหลไปปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ซึ่งหากเกิดการปนเปื้อนขึ้นแล้ว น้ำในบริเวณนั้นจะได้รับอันตรายและใช้งานไม่ได้อีกเลยไปนับล้านปี"

จากการพูดคุยกับอาจารย์สันติ ผมเห็นภาพและเข้าใจขึ้นมาบ้างว่าแผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่น่ากลัวและทรงพลังเกินกว่าที่เราจะมองข้าม แต่มันไม่ได้น่ากลัวจนถึงขั้นที่เราต้องยอมจำนนด้วยความตื่นตระหนก ความปลอดภัยที่แท้จริงจึงไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธความจริงหรือการตื่นตูม หากแต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการเสริมสร้างโครงสร้างอาคารให้แข็งแรง การให้ความรู้ความเข้าใจในการเอาตัวรอด และการมี "สติ" ที่มั่นคง เพราะในวันที่แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่น สติปัญญาและการเตรียมพร้อมอย่างไม่ประมาทนี่เอง คือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราจะพึ่งพาได้

- ซูเปอร์ไต้ฝุ่น "ดอลฟิน" ระดับ 5 ถล่มเอเชีย! ญี่ปุ่น–จีน–ไต้หวันรับศึกหนัก
- ถอดบทเรียน แผ่นดินไหว “ญี่ปุ่น” พร้อมรับมือภัยพิบัติ
- “ญี่ปุ่น” ยุติภารกิจกู้ภัยหลังเหตุแผ่นดินไหว พบผู้เสียชีวิต 36 ราย
- แผ่นดินไหว 4.7 เขย่า “อิตาลี” พบอาคารเสียหายหลายแห่ง บาดเจ็บนับสิบคน
- คิวชูยังไม่พ้นวิกฤต! ญี่ปุ่นเตือนเฝ้าระวังแผ่นดินไหว เสี่ยงซ้ำภายใน 1 สัปดาห์
