
ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "บัตรทอง" หรือ "30 บาทรักษาทุกโรค" เป็นนโยบายที่มีมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ล่าสุดมีประเด็น และข้อเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป และแก้ไขกฎหมายบัตทอง จนทำให้บางคนเข้าใจว่าจะล้มบัตรทองเลยด้วย
ทำไมต้องแก้ไขบัตรทอง เหตุผลของฝ่ายเรียกร้องคืออะไร มีความน่ากังวลอะไรบ้างหากมีการแก้กฎหมายจริง ?
แนวคิดการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ผู้เชี่ยวชาญอย่าง นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ประธานคณะทำงานจัดทำร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันถูกใช้งานมานานกว่า 2 ทศวรรษ จึงถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อปิดจุดอ่อนที่ค้นพบจากการใช้งานจริง แต่ไม่มีแนวคิดล้มระบบนี้แต่อย่างใด
ด้านพรรคประชาชนเองก็มองว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ เนื่องจากปัจจุบันระบบกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ให้บริการ คือโรงพยาบาลและบุคลากร ไปถึงผู้รับบริการ ก็คือประชาชน
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ "ปรากฏการณ์โรบินฮูด" ซึ่งหมายถึงการที่โรงพยาบาลต้องนำงบประมาณจากกองทุนอื่น (เช่น ประกันสังคม) มาชดเชยค่าใช้จ่ายของระบบบัตรทองที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องภาระงานที่หนักเกินไปของบุคลากรจนเกิดภาวะสมองไหลออกจากระบบ โดยจะปฏิรูปโครงสร้าง 7 ประการ ได้แก่
ปฏิรูปบอร์ด สปสช. เพิ่มสัดส่วนประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์,พยาบาล และลดสัดส่วนตัวแทนจากราชการ เพื่อป้องกันปัญหา "บอร์ดนั่งยาว-นั่งวน" และเพิ่มมุมมองใหม่ๆ
ประชาธิปไตยในระบบสุขภาพ เสนอให้ตัวแทนบางส่วนในบอร์ดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
มาตรฐานกองทุนสุขภาพ ผลักดันให้ทั้ง 3 กองทุน บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ มีชุดสิทธิประโยชน์หลักเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
การจ่ายเงินตามต้นทุนจริง ปรับอัตราที่ สปสช. จ่ายให้โรงพยาบาลให้สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน โดยใช้ข้อมูลวิชาการที่มีคุณภาพ
ดูแลคนทำงาน เพิ่มงบประมาณและค่าตอบแทนที่เป็นธรรมเพื่อลดการลาออกของบุคลากร
การหาแหล่งเงินใหม่ เสนอให้ "นายจ้างร่วมจ่าย" เป็นสวัสดิการ หรือเปิดช่องให้ผู้ที่มีกำลังจ่ายใช้ประกันเอกชนสำหรับสิทธิประโยชน์เสริม ส่วนผู้ไม่มีรายได้ให้รัฐดูแล
ยกระดับบริการปฐมภูมิ ลงทุนในบริการใกล้บ้านและที่ทำงานเพื่อประสิทธิภาพในการรักษาและส่งต่อ
ฝั่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุขเอง ก็มีท่าทีที่เปิดกว้างพร้อมรับฟังข้อเสนอ หากการแก้ไขนั้นนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม รมว.สธ. เน้นย้ำว่า "ส่วนไหนทำได้ ทำทันที" โดยไม่ต้องรอกฎหมาย เช่น การปรับโครงสร้างคณะอนุกรรมการ 16 คณะของ สปสช. ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเสร็จไปแล้วบางส่วน
สำหรับการแก้ไขกฎหมายนั้น คาดว่าจะเป็นช่วงกันยายน-ตุลาคมนี้ ที่ คณะ กมธ.จะรายงานผลการศึกษาต่อสภาฯ และส่งเรื่องต่อไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอน
สรุปข่าว
ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "บัตรทอง" หรือ "30 บาทรักษาทุกโรค" เป็นนโยบายที่มีมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ล่าสุดมีประเด็น และข้อเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป และแก้ไขกฎหมายบัตทอง จนทำให้บางคนเข้าใจว่าจะล้มบัตรทองเลยด้วย
ทำไมต้องแก้ไขบัตรทอง เหตุผลของฝ่ายเรียกร้องคืออะไร มีความน่ากังวลอะไรบ้างหากมีการแก้กฎหมายจริง ?
แนวคิดการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ผู้เชี่ยวชาญอย่าง นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ประธานคณะทำงานจัดทำร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันถูกใช้งานมานานกว่า 2 ทศวรรษ จึงถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อปิดจุดอ่อนที่ค้นพบจากการใช้งานจริง แต่ไม่มีแนวคิดล้มระบบนี้แต่อย่างใด
ด้านพรรคประชาชนเองก็มองว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ เนื่องจากปัจจุบันระบบกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ให้บริการ คือโรงพยาบาลและบุคลากร ไปถึงผู้รับบริการ ก็คือประชาชน
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ "ปรากฏการณ์โรบินฮูด" ซึ่งหมายถึงการที่โรงพยาบาลต้องนำงบประมาณจากกองทุนอื่น (เช่น ประกันสังคม) มาชดเชยค่าใช้จ่ายของระบบบัตรทองที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องภาระงานที่หนักเกินไปของบุคลากรจนเกิดภาวะสมองไหลออกจากระบบ โดยจะปฏิรูปโครงสร้าง 7 ประการ ได้แก่
ปฏิรูปบอร์ด สปสช. เพิ่มสัดส่วนประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์,พยาบาล และลดสัดส่วนตัวแทนจากราชการ เพื่อป้องกันปัญหา "บอร์ดนั่งยาว-นั่งวน" และเพิ่มมุมมองใหม่ๆ
ประชาธิปไตยในระบบสุขภาพ เสนอให้ตัวแทนบางส่วนในบอร์ดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
มาตรฐานกองทุนสุขภาพ ผลักดันให้ทั้ง 3 กองทุน บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ มีชุดสิทธิประโยชน์หลักเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
การจ่ายเงินตามต้นทุนจริง ปรับอัตราที่ สปสช. จ่ายให้โรงพยาบาลให้สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน โดยใช้ข้อมูลวิชาการที่มีคุณภาพ
ดูแลคนทำงาน เพิ่มงบประมาณและค่าตอบแทนที่เป็นธรรมเพื่อลดการลาออกของบุคลากร
การหาแหล่งเงินใหม่ เสนอให้ "นายจ้างร่วมจ่าย" เป็นสวัสดิการ หรือเปิดช่องให้ผู้ที่มีกำลังจ่ายใช้ประกันเอกชนสำหรับสิทธิประโยชน์เสริม ส่วนผู้ไม่มีรายได้ให้รัฐดูแล
ยกระดับบริการปฐมภูมิ ลงทุนในบริการใกล้บ้านและที่ทำงานเพื่อประสิทธิภาพในการรักษาและส่งต่อ
ฝั่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุขเอง ก็มีท่าทีที่เปิดกว้างพร้อมรับฟังข้อเสนอ หากการแก้ไขนั้นนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม รมว.สธ. เน้นย้ำว่า "ส่วนไหนทำได้ ทำทันที" โดยไม่ต้องรอกฎหมาย เช่น การปรับโครงสร้างคณะอนุกรรมการ 16 คณะของ สปสช. ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเสร็จไปแล้วบางส่วน
สำหรับการแก้ไขกฎหมายนั้น คาดว่าจะเป็นช่วงกันยายน-ตุลาคมนี้ ที่ คณะ กมธ.จะรายงานผลการศึกษาต่อสภาฯ และส่งเรื่องต่อไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอน
ความกังวลและข้อโต้แย้ง: จุดไหนที่สังคมยังห่วง?
แม้ว่าทุกฝ่ายจะยืนยันว่า นี่ไม่ใช่การล้มบัตรทอง ถึงอย่างนั้นก็มีฝั่งที่กังวลในหลายประเด็น เช่น
1. "การร่วมจ่าย" (Co-payment)
ประชาชนบางส่วนกังวลว่าการร่วมจ่ายจะกลายเป็นการลดทอนสวัสดิการหรือสร้างภาระให้คนจน นักวิจัยจาก TDRI เองก็มองว่าปัญหาหลักไม่ใช่การที่คนไม่ช่วยจ่าย แต่คือรัฐจัดงบประมาณให้ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่เสนอการแก้ไขกฎหมายก็ยืนยันว่า จะไม่เก็บเงินจากผู้ไม่พร้อมหรือผู้ยากไร้อย่างเด็ดขาด และการร่วมจ่ายที่พูดถึงในร่างกฎหมายใหม่คือการร่วมจ่ายสำหรับ "สิทธิประโยชน์เสริม" หรือการดึงงบจากนายจ้าง ไม่ใช่การเรียกเก็บจากประชาชนทั่วไปในสิทธิพื้นฐาน
2. สัดส่วนบอร์ด สปสช.
ร่างกฎหมายใหม่นั้น มีการเสนอให้เปลี่ยนจากตัวแทนฝั่งภาคประชาสังคมอย่าง NGO เป็นผู้แทนจากเขตสุขภาพเพื่อประชาชน ซึ่งบางฝ่ายเกรงว่าจะลดบทบาทของภาคประชาชนลง แต่ นพ.อนุกูล ชี้แจงว่าในแต่ละเขตสุขภาพก็มีตัวแทนประชาชนและ NGO เข้าไปมีส่วนร่วมคัดเลือกกันเองอยู่แล้ว จึงยังถือว่าเป็นตัวแทนประชาชนที่มีความเข้าใจบริบทในพื้นที่ที่แตกต่างกัน
3. การลดทอนสิทธิประโยชน์
การแก้ไขกฎหมายอาจแฝงการลดสิทธิการรักษา ซึ่งพรรคประชาชนได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เห็นด้วย กับร่างกฎหมายใดๆ ที่ทำให้สิทธิประโยชน์ลดลงหรือเพิ่มภาระให้ประชาชน ขณะที่รมว.สธ. ก็ขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งตระหนก และยืนยันว่าเป้าหมายคือการทำให้ระบบดีขึ้นและยั่งยืน
- “ประกันสังคม” จ่ายเท่ากัน แต่ทำไมบางคนถึงรู้สึก ได้รับการรักษาไม่เหมือนกัน ?
- ประกันสังคม เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปม"รพ.เอกชน" ปฏิเสธตรวจคลื่นหัวใจ
- เลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม” ทำไมครั้งนี้ต้องจับตา ? โค้งสุดท้ายก่อนปิดลงทะเบียน 20 ก.ค.นี้
- สูตร "CARE" คืออะไร? ผู้ประกันตนต้องรู้! สูตรใหม่คำนวณบำนาญชราภาพ ใครมีสิทธิบ้าง
- ประกันสังคมสูตร CARE เปลี่ยนอะไรบ้าง คำนวณบำนาญใหม่อย่างไร?
ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม
ที่มารูปภาพ : Envato
