
ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเข้าเกณฑ์การเกิดซูเปอร์เอลนีโญอย่างชัดเจน
ท่ามกลางความกังวลนี้ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ได้จัดทำกรอบการประเมินความเสี่ยงจากความร้อน (Heat Risk Assessment) ที่สามารถเปรียบเทียบได้ในระดับสากล โดยวิเคราะห์เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกจากปัจจัยสองด้านหลัก คือ "ความอันตราย" (Hazard) ซึ่งวัดจากความรุนแรงของคลื่นความร้อนที่อาจเกิดขึ้น และ "ความเปราะบาง" (Vulnerability) ซึ่งวัดจากความหนาแน่นของประชากร ความยากจน โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และศักยภาพของเมืองในการรับมือภัยพิบัติ
สรุปข่าว
ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเข้าเกณฑ์การเกิดซูเปอร์เอลนีโญอย่างชัดเจน
ท่ามกลางความกังวลนี้ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ได้จัดทำกรอบการประเมินความเสี่ยงจากความร้อน (Heat Risk Assessment) ที่สามารถเปรียบเทียบได้ในระดับสากล โดยวิเคราะห์เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกจากปัจจัยสองด้านหลัก คือ "ความอันตราย" (Hazard) ซึ่งวัดจากความรุนแรงของคลื่นความร้อนที่อาจเกิดขึ้น และ "ความเปราะบาง" (Vulnerability) ซึ่งวัดจากความหนาแน่นของประชากร ความยากจน โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และศักยภาพของเมืองในการรับมือภัยพิบัติ
ผลการจัดอันดับที่น่าสนใจคือ เมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครองอันดับต้น ๆ ของกลุ่มเสี่ยงสูงสุดอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ นครโฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม ที่รั้งอันดับ 1 ของโลก ด้วยคะแนนความอันตรายสูงสุดเต็ม 1.00 และคะแนนความเปราะบางอยู่ที่ 0.66 สะท้อนว่าเมืองเศรษฐกิจสำคัญแห่งนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากความร้อนจัดในระดับที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีการประเมิน ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อจำกัดด้านการรับมือค่อนข้างสูงเช่นกัน
ส่วนประเทศไทยนั้นติดอันดับถึง 2 เมืองในกลุ่ม 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 ด้วยคะแนนความอันตราย 0.98 และความเปราะบาง 0.52 และ จังหวัดสมุทรปราการ ที่อยู่ในอันดับ 3 ด้วยคะแนนความอันตรายเท่ากันที่ 0.98 แต่มีความเปราะบางต่ำกว่าที่ 0.38
การที่กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีประชากรหนาแน่นสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก สะท้อนให้เห็นว่าความร้อนจัดที่มาพร้อมกับความชื้นสูงแบบเขตร้อนชื้น เมื่อรวมกับการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island) กำลังเป็นปัจจัยเร่งความเสี่ยงให้กับพื้นที่เหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่ติดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงเช่นกัน ได้แก่ กรุงพนมเปญของกัมพูชา (อันดับ 4) กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย (อันดับ 5) รวมถึงเมืองต่าง ๆ ของอินโดนีเซียอีกหลายแห่ง เช่น เมดาน สุราบายา และจาการ์ตา ซึ่งติดอันดับ 6-8 ตามลำดับ สะท้อนว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวมกำลังเผชิญความเสี่ยงจากซูเปอร์เอลนีโญในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง
สาเหตุที่ทำให้เวียดนามและไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุดของโลกนั้น นักวิจัยชี้ว่าไม่ได้เกิดจากอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "ส่วนผสมอันตราย" ระหว่างสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่ทำให้ร่างกายมนุษย์ระบายความร้อนได้ยากกว่าพื้นที่แห้งแล้ง ผนวกกับการเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น มีแรงงานนอกระบบและกลุ่มเปราะบางจำนวนมากที่ต้องทำงานกลางแจ้ง อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ชายฝั่งที่เสี่ยงต่อทั้งความร้อนและน้ำท่วมพร้อมกัน
หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดระบุว่า ในหลายเมืองของเอเชีย ความร้อนรุนแรงกำลังเกิดขึ้นพร้อมกับความเปราะบางทางสังคม ทำให้ความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก และในบางกรณีอาจส่งผลถึงชีวิตของประชาชนได้ คณะผู้วิจัยยังเตือนด้วยว่า คลื่นความร้อนทั่วโลกกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ยาวนาน และรุนแรงกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทยเอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มเตรียมมาตรการรับมือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงที่อาจลากยาว รวมถึงการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าผลกระทบจากเอลนีโญอาจทำให้ประเทศไทยเสี่ยงต่อภาวะน้ำน้อยต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
ผลการศึกษาครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า ภัยจากซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละเมืองในการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วด้วย และเมื่อเวียดนามและไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของโลก ก็ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่ทั้งภาครัฐและประชาชนต้องร่วมมือกันเตรียมความพร้อม ทั้งการวางระบบเตือนภัยล่วงหน้า การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานอย่างรัดกุม เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยเงียบที่กำลังคืบคลานเข้ามานี้
ที่มา: University of Oxford: A globally comparable framework for heat risk assessment in cities (2026), TNN Thailand
- เอลนีโญปลุก “ทะเลเดือด” เสี่ยงคุกคามชีวิตสัตว์ทะเลทั่วแปซิฟิก
- ร้อนกว่านี้อีก! ฮ่องกงเตือน "ซูเปอร์เอลนีโญ" อาจทำลายทุกสถิติอุณหภูมิ
- เช็กด่วน! เตือน 11 จังหวัดรับมือน้ำท่วม อย่าชะล่าใจ! ฝนหนัก 5 วันติด
- จับตา "เอลนีโญ" เสี่ยงดันเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพพุ่ง! กระทบปากท้องคนไทยแบบไม่รู้ตัว?
- มหาภัยพิบัติ "ซูเปอร์เอลนีโญ" จากอดีต…ถึงความเสี่ยงปะทุ ปี 2026
