
หลายคนกำลังกังวลกับ "ซูเปอร์เอลนีโญ"
เพราะนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเตือนว่า โลกอาจกำลังเผชิญเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ประเทศไทยอาจต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ผลผลิตการเกษตรเสียหาย และอากาศร้อนกว่าปกติ
แต่ความจริงแล้ว ซูเปอร์เอลนีโญอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวที่สุด
เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ มันกำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนกว่าเดิมมาก
โลกที่อาจกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดวิกฤตเร็วกว่าที่มนุษย์เคยคาดไว้ถึง 71 ปี
สรุปข่าว
ซูเปอร์เอลนีโญอาจไม่ใช่ภัยที่น่ากลัวที่สุด เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือโลกกำลังร้อนเร็วกว่าที่คาดไว้ถึง 71 ปี เมื่อข้อตกลงปารีสไม่อาจหยุดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก วิกฤตภูมิอากาศอาจกำลังเปลี่ยนสภาพอากาศสุดขั้วให้กลายเป็นเรื่องปกติ
หลายคนกำลังกังวลกับ "ซูเปอร์เอลนีโญ"
เพราะนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเตือนว่า โลกอาจกำลังเผชิญเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ประเทศไทยอาจต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ผลผลิตการเกษตรเสียหาย และอากาศร้อนกว่าปกติ
แต่ความจริงแล้ว ซูเปอร์เอลนีโญอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวที่สุด
เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ มันกำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนกว่าเดิมมาก
โลกที่อาจกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดวิกฤตเร็วกว่าที่มนุษย์เคยคาดไว้ถึง 71 ปี
ในปี 2015 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกลงนามใน "ข้อตกลงปารีส" หรือ Paris Agreement
เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม
ในเวลานั้น นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า โลกอาจใช้เวลาอีกประมาณ 75 ปี กว่าจะเข้าใกล้จุดดังกล่าว
แต่วันนี้ การประเมินใหม่ชี้ว่า โลกอาจแตะระดับ 1.5 องศาได้ภายในปี 2030
นั่นหมายความว่า เวลาที่เคยคิดว่ายังมีอีก 75 ปี อาจเหลือเพียง 4 ปีเท่านั้น
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล อธิบายว่า แม้หลายประเทศจะประกาศเป้าหมาย Net Zero
แม้ผู้นำโลกจะประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกยังอยู่ในระดับสูง
เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นพลังงานหลัก และคำมั่นสัญญาจำนวนไม่น้อยยังไม่กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง
ผลลัพธ์คือ โลกกำลังร้อนเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์
และเมื่อโลกยิ่งร้อน มหาสมุทรก็ยิ่งสะสมความร้อนมากขึ้น
ยิ่งมหาสมุทรสะสมพลังงานมากเท่าไร ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก็ยิ่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
นี่คือเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตา "ซูเปอร์เอลนีโญ" เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เอลนีโญเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่ว่า เอลนีโญกำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนกว่าเดิม
ผศ.ดร.ธรณ์ เตือนว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่คือทุกครั้งที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์
ความจริงกลับมาเร็วกว่าเดิม และรุนแรงกว่าเดิม
เมื่อ 10 ปีก่อน หลายคนยังคิดว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเป็นเรื่องของคนรุ่นลูกหลาน
แต่วันนี้ มันกำลังกลายเป็นเรื่องของคนรุ่นเรา และหากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป โลกอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ 1.5 องศา
แต่อาจมุ่งหน้าไปสู่ 2 องศา หรือแม้แต่ 2.6-2.7 องศาในช่วงปลายศตวรรษ
ซึ่งเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์เตือนมานานว่า อาจเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศของโลกไปอย่างถาวร
เมื่อโลกยิ่งร้อน ทั้งเอลนีโญและลานีญาก็มีแนวโน้มจะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และคาดเดาได้ยากขึ้น
สิ่งที่เราเคยเรียกว่า "สภาพอากาศผิดปกติ" อาจกำลังกลายเป็น "สภาพอากาศปกติแบบใหม่"
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า ซูเปอร์เอลนีโญครั้งนี้จะรุนแรงแค่ไหน
แต่คือมนุษย์จะปรับตัวทันหรือไม่
เมื่อโลกที่เรากำลังส่งต่อให้ลูกหลาน อาจไม่ใช่โลกใบเดียวกับที่เราเติบโตมา
และเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่มนุษย์ทำได้ อาจไม่ใช่การหยุดวิกฤต
แต่เป็นเพียงการพยายามอยู่รอดท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
- ยูนิเซฟส่งสัญญาณเตือน! “โลกร้อน” กำลังผลักเด็กอัฟกัน สู่ภาวะขาดสารอาหาร
- โลกเดือดเร็วกว่าคาด! “ดร.เสรี” ชี้ 1.5 องศาฯ มาเร็วกว่าคาด 4 ปี
- คนย้ายถิ่นไม่ใช่แค่ เพราะ “ภัยพิบัติ” แต่เพราะชีวิตไม่เหลือทางเลือก
- โลกร้อนทำวัวเครียด น้ำนมลดลง-คุณภาพต่ำ กระทบคุณค่าทางโภชนาการ
- ยูเนสโกชี้ “โลกร้อน” กำลังซ้ำเติมคนจน ทั้งที่ปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด
ที่มาข้อมูล : ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์
ที่มารูปภาพ : Getty images , Envato
