กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ ? ในมุมของ เจมส์ อนุชา ผู้สมัครผู้ว่าฯ จากประชาธิปัตย์

Share on Line Share on Facebook Share on X
กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ ? ในมุมของ เจมส์ อนุชา ผู้สมัครผู้ว่าฯ จากประชาธิปัตย์

อนุชา บูรพชัยศรี เริ่มต้นการเป็นพรรคการเมือง กับพรรคประชาธิปัตย์ และย้ายมาสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะหวนกลับมาบ้านเก่าอย่างประชาธิปัตย์ และลงรับสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคฟ้า กับสโลกแกน กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ 

กรุงเทพฯ จะเป็นมากกว่านี้ได้อย่างไร และความท้าทายอะไร ที่พรรคประชาธิปัตย์ แชมป์หลายสมัยของเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ต้องเจอ ? 

อนุชาบอกกับเราว่า ตั้งแต่กลับมา และลงในนามพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนค่อนข้างมั่นใจ “เพราะว่าผมไม่ได้มาคนเดียว สิ่งที่มาด้วยกับผมก็คือ สก.อีก 50 เขต เพราะฉะนั้นวันนี้ เวลาผมลงพื้นที่ ผมก็จะมี สก.ในพื้นที่นั้นๆ มาร่วมรณรงค์หาเสียง นำเสนอนโยบายด้วย นำปัญหาที่ประชาชนกังวล มาบอก  เพราะฉะนั้น ตอนนี้มีความมั่นใจมากว่าองคาพยพทั้งหมด นอกเหนือจากผม และ สก. จะเห็นว่ารูปแบบการพบปะพี่น้องประชาชน มีทั้งหัวหน้าพรรค, รองหัวหน้าพรรคลงไปด้วย ก็ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนด้วยว่า การที่เราลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ เรามีองคาพยพ เรามีคณะที่สามารถจะนำเสนอสิ่งต่างๆ 

แล้วถ้าคนกรุงเทพฯ เลือก สก.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเยอะๆ นโยบายที่ผมได้นำเสนอในฐานะ ผู้ว่าฯ รับรองว่าสามารถที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วได้อย่างที่เรียกว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก เรื่องงบประมาณ เรื่องการที่จะเสนอแนวคิดไปด้วยกันตั้งแต่วันแรกเลย” 

อนุชาได้รับเลือกตั้ง เป็น สส.เขตของ กทม. 2 สมัย ก่อนจะได้รับตำแหน่งอื่นๆ ในกระทรวง และแต่งตั้งเป็นโฆษกนายกฯ ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และยังเป็น สส.บัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ เขามองว่าประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้เขาเข้าใจเนื้องาน และภาพรวมในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ 

“การที่มีโอกาสได้เป็น สส.กทม. ถึง 2 ครั้ง และเป็น สส.บัญชีรายชื่ออีกหนึ่งครั้ง ทำให้เราสามารถที่จะเข้าถึงประชาชนได้ง่าย เป็นเรื่องปกติที่ผมจะเข้าไปตามชุมชนต่างๆ ไปรับฟังปัญหา ไปดูว่า เราจะต้องแก้ยังไงร่วมกับเขา โดยที่ว่าไม่ได้เอานโยบายของเราไปเสนอเพื่อให้เขาทำตามเรา เพราะเสียงพี่น้องประชาชน อยู่ในใจอยู่แล้ว 

ทั้งบางครั้งไม่ใช่เฉพาะเขต แต่เป็นเรื่องของทางด้านภาพรวมภาพใหญ่  เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นภาพทั้งหมดเลยว่า ถ้าเราเอาปัญหาตรงนั้น ซึ่งอาจจะนอกเหนือความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครแล้ว เราจะต้องไปประสานกับใคร หน่วยงานไหน ที่เป็นระดับกรม หรือกระทรวง ตรงนี้เราก็จะมองภาพออก โดยที่ไม่ต้องเสียเวลา ก็จะทำให้การแก้ปัญหาทำได้เร็วขึ้น ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย”

สโลแกนการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ ครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ มาในชื่อ ‘กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more’ หรือ กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ อนุชาก็อธิบานว่า ที่เป็นได้มากกว่านี้ คือใน 5 ด้าน 

“ทุกเรื่องที่เรานำเสนอว่า เป็นได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกขึ้น บ้านเมืองที่สะอาดขึ้น ชีวิตที่สบายขึ้น รายได้ที่ดีขึ้น ในเรื่องของเศรษฐกิจก็ตรวจสอบได้ดีขึ้น 5 เรื่องที่จะเจาะลงไปในรายประเด็น และเป็นสิ่งที่ประชาชนบอกว่าถ้าเราแก้ได้ มันไม่ใช่แค่เพียงแก้ปัญหา แต่มันสร้างอนาคตได้ด้วย 

อย่างเช่นเรื่องของน้ำท่วม ขยะ หรือจราจร หลังจากแก้ปัญหาแล้ว เรามีของแนวทางที่จะนำเทคโนโลยี AI เรื่องของอนาคต ความหวัง และโอกาสเข้ามาเสริมด้วย ก็จะทำให้รูปแบบทั้งหมดเป็นได้มากกว่าในปัจจุบัน”

“ถ้าเราได้รับตำแหน่ง เราจะแก้ทุกเรื่องใน 5 เรื่องหลักที่เสนอ สามารถเดินหน้าได้ตั้งแต่วันแรก เพราะว่าถ้ามีผู้ว่าฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ และ สก.จากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปในสภามากเกินกึ่งหนึ่ง อย่างน้อยก็จะทำให้ทุกเรื่องสามารถเดินหน้าได้ทันที เพราะฉะนั้นทุกเรื่องเราให้ความสำคัญเท่ากันหมดแล้วทุกเรื่องเราจะเดินหน้าไปพร้อมๆ กันทีเดียวเลย”

พูดถึงความเป็นเมืองกรุงเทพฯ เราโดดเด่นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่คนกรุงเทพฯ มักพูดว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่โรแมนติก ในมุมของผู้ชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. มองว่า จริงๆ กรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกได้ 

“ในกรุงเทพฯ เราสามารถที่จะไปสร้างบรรยากาศได้ จะเป็นโรแมนติกในเรื่องของบรรยากาศคู่รัก หรือครอบครัว ทุกวัย ที่สามารถจะอินได้ 

แล้วในอนาคต เราก็จะทำ platform ขึ้นมา เพื่อแสดงว่า จุดไหนมีอะไรที่น่าสนใจอะไร ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของบรรยากาศ ภาพที่เราเห็นอย่างเดียว แต่สามารถจับต้องได้ด้วยอาหาร มีตรงไหนที่มีของน่าทาน ตรงไหนที่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมเก่าแก่ที่เขาอยากจะรู้เรื่องของประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไปชุมชนนอกเหนือจากความโรแมนติกแล้ว มันจะสร้างบรรยากาศของความเป็นเมืองที่คนอยากที่ จะมา เพราะวัฒนธรรมที่สวยงาม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่สร้างภาพลักษณ์ผิดๆ ให้กับด้านนักท่องเที่ยวด้วย ยกตัวอย่าง เช่น กัญชา ในบางจุด เราเห็นการโฆษณาการที่ไม่ใช่กัญชาในทางการแพทย์ เราก็ต้องเข้าไปจัดระเบียบตรงนี้ แล้วคิดว่าเป็นส่วนที่ กทม. สามารถทำได้ทันทีด้วย” 

มีเรื่องในอนาคตที่ กทม. ต้องเจอแน่ๆ คือเรื่อง กทม.ที่จะร้อนขึ้น และคนสูงวัยจะเยอะมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า หากใครจะเข้ามาบริหาร ก็ต้องเตรียมพร้อมรับกับเรื่องนี้ 

“เราต้องจัดการเรื่องของฝุ่น การจราจร และขยะ ไปถึงน้ำท่วม เป็นสิ่งที่เราต้องทำ 

ภาพรวมทั้งหมดตรงนี้เนี่ยมันจะต้องทำไปพร้อมๆ กัน แล้วก็ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น แต่เราต้องมองในอนาคต แล้วไม่ใช่แค่มองอนาคตว่า 4 ปีวาระของผู้ว่า กทม. ในอนาคตแล้วจะทำเสร็จ ถ้ามันต้องทำ แล้วยาวกว่านั้นเป็น 6-7 ปี ทำแล้วก็เริ่มตั้งแต่วันนี้ นี่คือสิ่งสำคัญว่าไม่ใช่แค่เพียงวาระ 4 ปีเท่านั้นเราจะต้องทำมากกว่านั้นด้วย” 

“ส่วนผู้สูงอายุ ตอนนี้เราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว  สิ่งที่เราต้องดูแลเขา คือเรื่องของบ้านพักคนชรา ณ ตอนนี้ กทม.ต้องเอางบเข้ามาเพื่อสร้าง บ้านพักคนชราให้กับคน กทม. โดยที่ไม่ต้องไปเข้าคิวยาว ตอนนี้ทราบข่าวมาว่า จะไปบ้านพักคนชราทีนึง ต้องรอคิวเป็นปีเลย หรือแม้กระทั่งการที่เราจะสร้างโอกาสให้เขา ในการที่จะให้เขามาเป็นจิตอาสาในอนาคต

หลังจากที่เขาเกษียณแล้ว เราจะหากิจกรรมให้เขา ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์อยู่แล้ว ในเรื่องนั้นๆ ลงทะเบียนกับ กทม. เราก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เป็นเหมือนกับเบี้ยเลี้ยง มีค่าตอบแทนให้เขาด้วย 

รวมไปทั้งถึงเรื่องของการรักษาพยาบาลนะครับ เราอาจจะต้องให้คิวสั้นลง อย่างเช่นง่ายๆ เริ่มต้นด้วยสุขภาพฟัน ถ้าผู้สูงอายุไปที่ศูนย์พยาบาลที่ในสังกัด กทม. หรือโรงพยาบาล อาจจะได้ Fast lane สามารถทำได้ก่อน ไม่ต้องรอคิวนาน ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จะทยอยตามมา ที่ต้องใช้งบประมาณเราก็จะจัดสรรตรงนี้เพื่อให้ผู้สูงอายุ สามารถที่จะมีความสบายใจว่า กทม. ดูแลเขาแน่นอน หลังจากที่เขาเกษียณแล้ว”

ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคฟ้ายังชี้อีกว่า หากเขาได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. เขา และทีม สก.ของพรรคพร้อมเริ่มทำงานวันแรก ใน 5 ประเด็นที่เสนอไปพร้อมๆ กันเลย 

“หลายสื่อถามผมว่า 100 วันแรกจะทำอะไร ผมบอกว่า 5 เรื่องที่นำเสนอทำได้ทันที แต่คงทำยากนะครับ ถ้าไม่มี สก.ของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปมากพอ  เพื่อให้ทั้งห้านโยบายสามารถเดินหน้าได้ทันทีตั้งแต่วันแรกเลยครับ” 

สุดท้าย ภาพ 4 ปีข้างหน้าของ กทม. ในมุมอนุชา บูรชัยศรี ผู้สมัครชิงตำแหน่งบริหาร กทม. เขามองว่าอยากทำให้ กทม. เป็นพื้นที่ของคนกทม. ตั้งแต่เกิด ยันเกษียณ ที่ได้ใช้ชีวิต และมีอนาคต 

“ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา เราจะเห็นว่าเราพูดถึงเรื่องของปัญหา จะแก้ยังไง มีคนแจ้งเข้ามา แล้วก็มีการแก้ในจุดต่างๆ แต่ผมคิดว่า 4 ปี จากนี้ไป ถ้าเรามัวแต่แก้ปัญหาอย่างเดียว กรุงเทพมหานครก็จะโดนมหานครอื่นๆ แซงหน้าไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอ ก็คือกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เราสามารถสร้างโอกาส สร้างอนาคต สร้างความหวังให้กับคนกรุงเทพได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ ที่แต่ละชุมชน แต่ละกลุ่ม สามารถที่จะเสนอเข้ามาแล้วเราสร้างเมืองไปด้วยกัน 

อย่างที่บอกกรุงเทพฯ ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก เรามีบริบทที่ต่างกันกรุงเทพฯ ชั้นในก็จะมีเรื่องของชุมชนแออัด มีเรื่องของการที่เศรษฐกิจเป็นรูปแบบหนึ่ง กรุงเทพฯ ชั้นนอกก็อาจจะอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นบริบททั้งหมดเหมือนกัน สิ่งที่เราจะอยากเห็นจากนี้ไปใน 4 ปี คือ กรุงเทพฯ จะต้องเป็น Modern City จะต้องเป็นเมืองที่สร้างโอกาสให้กับคนที่อยู่อาศัย คนที่ทำงานแล้วไม่ต้องคิดที่ว่าเมื่อเขาเกษียณ เมื่อเขาแก่เฒ่าแล้วจะต้องย้ายไปไหน 

เราจะทำให้เขามีความสุขแล้วก็มีความมั่นใจในการที่เค้าเป็นพลเมืองของ กทม. ตรงนี้ รับรองว่ากรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้อีกแน่นอน”

สรุปข่าว

คุยกับ 'เจมส์ อนุชา บูรพชัยศรี' ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงสโลแกน 'กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้' และภาพเมืองกรุงเทพฯ ที่เขาอยากเห็นใน 4 ปี หากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.

อนุชา บูรพชัยศรี เริ่มต้นการเป็นพรรคการเมือง กับพรรคประชาธิปัตย์ และย้ายมาสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะหวนกลับมาบ้านเก่าอย่างประชาธิปัตย์ และลงรับสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคฟ้า กับสโลกแกน กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ 

กรุงเทพฯ จะเป็นมากกว่านี้ได้อย่างไร และความท้าทายอะไร ที่พรรคประชาธิปัตย์ แชมป์หลายสมัยของเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ต้องเจอ ? 

อนุชาบอกกับเราว่า ตั้งแต่กลับมา และลงในนามพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนค่อนข้างมั่นใจ “เพราะว่าผมไม่ได้มาคนเดียว สิ่งที่มาด้วยกับผมก็คือ สก.อีก 50 เขต เพราะฉะนั้นวันนี้ เวลาผมลงพื้นที่ ผมก็จะมี สก.ในพื้นที่นั้นๆ มาร่วมรณรงค์หาเสียง นำเสนอนโยบายด้วย นำปัญหาที่ประชาชนกังวล มาบอก  เพราะฉะนั้น ตอนนี้มีความมั่นใจมากว่าองคาพยพทั้งหมด นอกเหนือจากผม และ สก. จะเห็นว่ารูปแบบการพบปะพี่น้องประชาชน มีทั้งหัวหน้าพรรค, รองหัวหน้าพรรคลงไปด้วย ก็ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนด้วยว่า การที่เราลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ เรามีองคาพยพ เรามีคณะที่สามารถจะนำเสนอสิ่งต่างๆ 

แล้วถ้าคนกรุงเทพฯ เลือก สก.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเยอะๆ นโยบายที่ผมได้นำเสนอในฐานะ ผู้ว่าฯ รับรองว่าสามารถที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วได้อย่างที่เรียกว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก เรื่องงบประมาณ เรื่องการที่จะเสนอแนวคิดไปด้วยกันตั้งแต่วันแรกเลย” 

อนุชาได้รับเลือกตั้ง เป็น สส.เขตของ กทม. 2 สมัย ก่อนจะได้รับตำแหน่งอื่นๆ ในกระทรวง และแต่งตั้งเป็นโฆษกนายกฯ ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และยังเป็น สส.บัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ เขามองว่าประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้เขาเข้าใจเนื้องาน และภาพรวมในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ 

“การที่มีโอกาสได้เป็น สส.กทม. ถึง 2 ครั้ง และเป็น สส.บัญชีรายชื่ออีกหนึ่งครั้ง ทำให้เราสามารถที่จะเข้าถึงประชาชนได้ง่าย เป็นเรื่องปกติที่ผมจะเข้าไปตามชุมชนต่างๆ ไปรับฟังปัญหา ไปดูว่า เราจะต้องแก้ยังไงร่วมกับเขา โดยที่ว่าไม่ได้เอานโยบายของเราไปเสนอเพื่อให้เขาทำตามเรา เพราะเสียงพี่น้องประชาชน อยู่ในใจอยู่แล้ว 

ทั้งบางครั้งไม่ใช่เฉพาะเขต แต่เป็นเรื่องของทางด้านภาพรวมภาพใหญ่  เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นภาพทั้งหมดเลยว่า ถ้าเราเอาปัญหาตรงนั้น ซึ่งอาจจะนอกเหนือความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครแล้ว เราจะต้องไปประสานกับใคร หน่วยงานไหน ที่เป็นระดับกรม หรือกระทรวง ตรงนี้เราก็จะมองภาพออก โดยที่ไม่ต้องเสียเวลา ก็จะทำให้การแก้ปัญหาทำได้เร็วขึ้น ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย”

สโลแกนการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ ครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ มาในชื่อ ‘กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more’ หรือ กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ อนุชาก็อธิบานว่า ที่เป็นได้มากกว่านี้ คือใน 5 ด้าน 

“ทุกเรื่องที่เรานำเสนอว่า เป็นได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกขึ้น บ้านเมืองที่สะอาดขึ้น ชีวิตที่สบายขึ้น รายได้ที่ดีขึ้น ในเรื่องของเศรษฐกิจก็ตรวจสอบได้ดีขึ้น 5 เรื่องที่จะเจาะลงไปในรายประเด็น และเป็นสิ่งที่ประชาชนบอกว่าถ้าเราแก้ได้ มันไม่ใช่แค่เพียงแก้ปัญหา แต่มันสร้างอนาคตได้ด้วย 

อย่างเช่นเรื่องของน้ำท่วม ขยะ หรือจราจร หลังจากแก้ปัญหาแล้ว เรามีของแนวทางที่จะนำเทคโนโลยี AI เรื่องของอนาคต ความหวัง และโอกาสเข้ามาเสริมด้วย ก็จะทำให้รูปแบบทั้งหมดเป็นได้มากกว่าในปัจจุบัน”

“ถ้าเราได้รับตำแหน่ง เราจะแก้ทุกเรื่องใน 5 เรื่องหลักที่เสนอ สามารถเดินหน้าได้ตั้งแต่วันแรก เพราะว่าถ้ามีผู้ว่าฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ และ สก.จากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปในสภามากเกินกึ่งหนึ่ง อย่างน้อยก็จะทำให้ทุกเรื่องสามารถเดินหน้าได้ทันที เพราะฉะนั้นทุกเรื่องเราให้ความสำคัญเท่ากันหมดแล้วทุกเรื่องเราจะเดินหน้าไปพร้อมๆ กันทีเดียวเลย”

พูดถึงความเป็นเมืองกรุงเทพฯ เราโดดเด่นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่คนกรุงเทพฯ มักพูดว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่โรแมนติก ในมุมของผู้ชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. มองว่า จริงๆ กรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกได้ 

“ในกรุงเทพฯ เราสามารถที่จะไปสร้างบรรยากาศได้ จะเป็นโรแมนติกในเรื่องของบรรยากาศคู่รัก หรือครอบครัว ทุกวัย ที่สามารถจะอินได้ 

แล้วในอนาคต เราก็จะทำ platform ขึ้นมา เพื่อแสดงว่า จุดไหนมีอะไรที่น่าสนใจอะไร ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของบรรยากาศ ภาพที่เราเห็นอย่างเดียว แต่สามารถจับต้องได้ด้วยอาหาร มีตรงไหนที่มีของน่าทาน ตรงไหนที่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมเก่าแก่ที่เขาอยากจะรู้เรื่องของประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไปชุมชนนอกเหนือจากความโรแมนติกแล้ว มันจะสร้างบรรยากาศของความเป็นเมืองที่คนอยากที่ จะมา เพราะวัฒนธรรมที่สวยงาม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่สร้างภาพลักษณ์ผิดๆ ให้กับด้านนักท่องเที่ยวด้วย ยกตัวอย่าง เช่น กัญชา ในบางจุด เราเห็นการโฆษณาการที่ไม่ใช่กัญชาในทางการแพทย์ เราก็ต้องเข้าไปจัดระเบียบตรงนี้ แล้วคิดว่าเป็นส่วนที่ กทม. สามารถทำได้ทันทีด้วย” 

มีเรื่องในอนาคตที่ กทม. ต้องเจอแน่ๆ คือเรื่อง กทม.ที่จะร้อนขึ้น และคนสูงวัยจะเยอะมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า หากใครจะเข้ามาบริหาร ก็ต้องเตรียมพร้อมรับกับเรื่องนี้ 

“เราต้องจัดการเรื่องของฝุ่น การจราจร และขยะ ไปถึงน้ำท่วม เป็นสิ่งที่เราต้องทำ 

ภาพรวมทั้งหมดตรงนี้เนี่ยมันจะต้องทำไปพร้อมๆ กัน แล้วก็ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น แต่เราต้องมองในอนาคต แล้วไม่ใช่แค่มองอนาคตว่า 4 ปีวาระของผู้ว่า กทม. ในอนาคตแล้วจะทำเสร็จ ถ้ามันต้องทำ แล้วยาวกว่านั้นเป็น 6-7 ปี ทำแล้วก็เริ่มตั้งแต่วันนี้ นี่คือสิ่งสำคัญว่าไม่ใช่แค่เพียงวาระ 4 ปีเท่านั้นเราจะต้องทำมากกว่านั้นด้วย” 

“ส่วนผู้สูงอายุ ตอนนี้เราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว  สิ่งที่เราต้องดูแลเขา คือเรื่องของบ้านพักคนชรา ณ ตอนนี้ กทม.ต้องเอางบเข้ามาเพื่อสร้าง บ้านพักคนชราให้กับคน กทม. โดยที่ไม่ต้องไปเข้าคิวยาว ตอนนี้ทราบข่าวมาว่า จะไปบ้านพักคนชราทีนึง ต้องรอคิวเป็นปีเลย หรือแม้กระทั่งการที่เราจะสร้างโอกาสให้เขา ในการที่จะให้เขามาเป็นจิตอาสาในอนาคต

หลังจากที่เขาเกษียณแล้ว เราจะหากิจกรรมให้เขา ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์อยู่แล้ว ในเรื่องนั้นๆ ลงทะเบียนกับ กทม. เราก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เป็นเหมือนกับเบี้ยเลี้ยง มีค่าตอบแทนให้เขาด้วย 

รวมไปทั้งถึงเรื่องของการรักษาพยาบาลนะครับ เราอาจจะต้องให้คิวสั้นลง อย่างเช่นง่ายๆ เริ่มต้นด้วยสุขภาพฟัน ถ้าผู้สูงอายุไปที่ศูนย์พยาบาลที่ในสังกัด กทม. หรือโรงพยาบาล อาจจะได้ Fast lane สามารถทำได้ก่อน ไม่ต้องรอคิวนาน ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จะทยอยตามมา ที่ต้องใช้งบประมาณเราก็จะจัดสรรตรงนี้เพื่อให้ผู้สูงอายุ สามารถที่จะมีความสบายใจว่า กทม. ดูแลเขาแน่นอน หลังจากที่เขาเกษียณแล้ว”

ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคฟ้ายังชี้อีกว่า หากเขาได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. เขา และทีม สก.ของพรรคพร้อมเริ่มทำงานวันแรก ใน 5 ประเด็นที่เสนอไปพร้อมๆ กันเลย 

“หลายสื่อถามผมว่า 100 วันแรกจะทำอะไร ผมบอกว่า 5 เรื่องที่นำเสนอทำได้ทันที แต่คงทำยากนะครับ ถ้าไม่มี สก.ของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปมากพอ  เพื่อให้ทั้งห้านโยบายสามารถเดินหน้าได้ทันทีตั้งแต่วันแรกเลยครับ” 

สุดท้าย ภาพ 4 ปีข้างหน้าของ กทม. ในมุมอนุชา บูรชัยศรี ผู้สมัครชิงตำแหน่งบริหาร กทม. เขามองว่าอยากทำให้ กทม. เป็นพื้นที่ของคนกทม. ตั้งแต่เกิด ยันเกษียณ ที่ได้ใช้ชีวิต และมีอนาคต 

“ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา เราจะเห็นว่าเราพูดถึงเรื่องของปัญหา จะแก้ยังไง มีคนแจ้งเข้ามา แล้วก็มีการแก้ในจุดต่างๆ แต่ผมคิดว่า 4 ปี จากนี้ไป ถ้าเรามัวแต่แก้ปัญหาอย่างเดียว กรุงเทพมหานครก็จะโดนมหานครอื่นๆ แซงหน้าไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอ ก็คือกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เราสามารถสร้างโอกาส สร้างอนาคต สร้างความหวังให้กับคนกรุงเทพได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ ที่แต่ละชุมชน แต่ละกลุ่ม สามารถที่จะเสนอเข้ามาแล้วเราสร้างเมืองไปด้วยกัน 

อย่างที่บอกกรุงเทพฯ ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก เรามีบริบทที่ต่างกันกรุงเทพฯ ชั้นในก็จะมีเรื่องของชุมชนแออัด มีเรื่องของการที่เศรษฐกิจเป็นรูปแบบหนึ่ง กรุงเทพฯ ชั้นนอกก็อาจจะอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นบริบททั้งหมดเหมือนกัน สิ่งที่เราจะอยากเห็นจากนี้ไปใน 4 ปี คือ กรุงเทพฯ จะต้องเป็น Modern City จะต้องเป็นเมืองที่สร้างโอกาสให้กับคนที่อยู่อาศัย คนที่ทำงานแล้วไม่ต้องคิดที่ว่าเมื่อเขาเกษียณ เมื่อเขาแก่เฒ่าแล้วจะต้องย้ายไปไหน 

เราจะทำให้เขามีความสุขแล้วก็มีความมั่นใจในการที่เค้าเป็นพลเมืองของ กทม. ตรงนี้ รับรองว่ากรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้อีกแน่นอน”


สโลแกนการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ ครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ มาในชื่อ ‘กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more’ หรือ กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ อนุชาก็อธิบานว่า ที่เป็นได้มากกว่านี้ คือใน 5 ด้าน 

“ทุกเรื่องที่เรานำเสนอว่า เป็นได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกขึ้น บ้านเมืองที่สะอาดขึ้น ชีวิตที่สบายขึ้น รายได้ที่ดีขึ้น ในเรื่องของเศรษฐกิจก็ตรวจสอบได้ดีขึ้น 5 เรื่องที่จะเจาะลงไปในรายประเด็น และเป็นสิ่งที่ประชาชนบอกว่าถ้าเราแก้ได้ มันไม่ใช่แค่เพียงแก้ปัญหา แต่มันสร้างอนาคตได้ด้วย 

อย่างเช่นเรื่องของน้ำท่วม ขยะ หรือจราจร หลังจากแก้ปัญหาแล้ว เรามีของแนวทางที่จะนำเทคโนโลยี AI เรื่องของอนาคต ความหวัง และโอกาสเข้ามาเสริมด้วย ก็จะทำให้รูปแบบทั้งหมดเป็นได้มากกว่าในปัจจุบัน”

“ถ้าเราได้รับตำแหน่ง เราจะแก้ทุกเรื่องใน 5 เรื่องหลักที่เสนอ สามารถเดินหน้าได้ตั้งแต่วันแรก เพราะว่าถ้ามีผู้ว่าฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ และ สก.จากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปในสภามากเกินกึ่งหนึ่ง อย่างน้อยก็จะทำให้ทุกเรื่องสามารถเดินหน้าได้ทันที เพราะฉะนั้นทุกเรื่องเราให้ความสำคัญเท่ากันหมดแล้วทุกเรื่องเราจะเดินหน้าไปพร้อมๆ กันทีเดียวเลย”

พูดถึงความเป็นเมืองกรุงเทพฯ เราโดดเด่นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่คนกรุงเทพฯ มักพูดว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่โรแมนติก ในมุมของผู้ชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. มองว่า จริงๆ กรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกได้ 

“ในกรุงเทพฯ เราสามารถที่จะไปสร้างบรรยากาศได้ จะเป็นโรแมนติกในเรื่องของบรรยากาศคู่รัก หรือครอบครัว ทุกวัย ที่สามารถจะอินได้ 

แล้วในอนาคต เราก็จะทำ platform ขึ้นมา เพื่อแสดงว่า จุดไหนมีอะไรที่น่าสนใจอะไร ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของบรรยากาศ ภาพที่เราเห็นอย่างเดียว แต่สามารถจับต้องได้ด้วยอาหาร มีตรงไหนที่มีของน่าทาน ตรงไหนที่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมเก่าแก่ที่เขาอยากจะรู้เรื่องของประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไปชุมชนนอกเหนือจากความโรแมนติกแล้ว มันจะสร้างบรรยากาศของความเป็นเมืองที่คนอยากที่ จะมา เพราะวัฒนธรรมที่สวยงาม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่สร้างภาพลักษณ์ผิดๆ ให้กับด้านนักท่องเที่ยวด้วย ยกตัวอย่าง เช่น กัญชา ในบางจุด เราเห็นการโฆษณาการที่ไม่ใช่กัญชาในทางการแพทย์ เราก็ต้องเข้าไปจัดระเบียบตรงนี้ แล้วคิดว่าเป็นส่วนที่ กทม. สามารถทำได้ทันทีด้วย” 

มีเรื่องในอนาคตที่ กทม. ต้องเจอแน่ๆ คือเรื่อง กทม.ที่จะร้อนขึ้น และคนสูงวัยจะเยอะมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า หากใครจะเข้ามาบริหาร ก็ต้องเตรียมพร้อมรับกับเรื่องนี้ 

“เราต้องจัดการเรื่องของฝุ่น การจราจร และขยะ ไปถึงน้ำท่วม เป็นสิ่งที่เราต้องทำ 

ภาพรวมทั้งหมดตรงนี้เนี่ยมันจะต้องทำไปพร้อมๆ กัน แล้วก็ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น แต่เราต้องมองในอนาคต แล้วไม่ใช่แค่มองอนาคตว่า 4 ปีวาระของผู้ว่า กทม. ในอนาคตแล้วจะทำเสร็จ ถ้ามันต้องทำ แล้วยาวกว่านั้นเป็น 6-7 ปี ทำแล้วก็เริ่มตั้งแต่วันนี้ นี่คือสิ่งสำคัญว่าไม่ใช่แค่เพียงวาระ 4 ปีเท่านั้นเราจะต้องทำมากกว่านั้นด้วย” 

“ส่วนผู้สูงอายุ ตอนนี้เราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว  สิ่งที่เราต้องดูแลเขา คือเรื่องของบ้านพักคนชรา ณ ตอนนี้ กทม.ต้องเอางบเข้ามาเพื่อสร้าง บ้านพักคนชราให้กับคน กทม. โดยที่ไม่ต้องไปเข้าคิวยาว ตอนนี้ทราบข่าวมาว่า จะไปบ้านพักคนชราทีนึง ต้องรอคิวเป็นปีเลย หรือแม้กระทั่งการที่เราจะสร้างโอกาสให้เขา ในการที่จะให้เขามาเป็นจิตอาสาในอนาคต

หลังจากที่เขาเกษียณแล้ว เราจะหากิจกรรมให้เขา ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์อยู่แล้ว ในเรื่องนั้นๆ ลงทะเบียนกับ กทม. เราก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เป็นเหมือนกับเบี้ยเลี้ยง มีค่าตอบแทนให้เขาด้วย 

รวมไปทั้งถึงเรื่องของการรักษาพยาบาลนะครับ เราอาจจะต้องให้คิวสั้นลง อย่างเช่นง่ายๆ เริ่มต้นด้วยสุขภาพฟัน ถ้าผู้สูงอายุไปที่ศูนย์พยาบาลที่ในสังกัด กทม. หรือโรงพยาบาล อาจจะได้ Fast lane สามารถทำได้ก่อน ไม่ต้องรอคิวนาน ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จะทยอยตามมา ที่ต้องใช้งบประมาณเราก็จะจัดสรรตรงนี้เพื่อให้ผู้สูงอายุ สามารถที่จะมีความสบายใจว่า กทม. ดูแลเขาแน่นอน หลังจากที่เขาเกษียณแล้ว”

ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคฟ้ายังชี้อีกว่า หากเขาได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. เขา และทีม สก.ของพรรคพร้อมเริ่มทำงานวันแรก ใน 5 ประเด็นที่เสนอไปพร้อมๆ กันเลย 

“หลายสื่อถามผมว่า 100 วันแรกจะทำอะไร ผมบอกว่า 5 เรื่องที่นำเสนอทำได้ทันที แต่คงทำยากนะครับ ถ้าไม่มี สก.ของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปมากพอ  เพื่อให้ทั้งห้านโยบายสามารถเดินหน้าได้ทันทีตั้งแต่วันแรกเลยครับ” 

สุดท้าย ภาพ 4 ปีข้างหน้าของ กทม. ในมุมอนุชา บูรชัยศรี ผู้สมัครชิงตำแหน่งบริหาร กทม. เขามองว่าอยากทำให้ กทม. เป็นพื้นที่ของคนกทม. ตั้งแต่เกิด ยันเกษียณ ที่ได้ใช้ชีวิต และมีอนาคต 

“ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา เราจะเห็นว่าเราพูดถึงเรื่องของปัญหา จะแก้ยังไง มีคนแจ้งเข้ามา แล้วก็มีการแก้ในจุดต่างๆ แต่ผมคิดว่า 4 ปี จากนี้ไป ถ้าเรามัวแต่แก้ปัญหาอย่างเดียว กรุงเทพมหานครก็จะโดนมหานครอื่นๆ แซงหน้าไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอ ก็คือกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เราสามารถสร้างโอกาส สร้างอนาคต สร้างความหวังให้กับคนกรุงเทพได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ ที่แต่ละชุมชน แต่ละกลุ่ม สามารถที่จะเสนอเข้ามาแล้วเราสร้างเมืองไปด้วยกัน 

อย่างที่บอกกรุงเทพฯ ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก เรามีบริบทที่ต่างกันกรุงเทพฯ ชั้นในก็จะมีเรื่องของชุมชนแออัด มีเรื่องของการที่เศรษฐกิจเป็นรูปแบบหนึ่ง กรุงเทพฯ ชั้นนอกก็อาจจะอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นบริบททั้งหมดเหมือนกัน สิ่งที่เราจะอยากเห็นจากนี้ไปใน 4 ปี คือ กรุงเทพฯ จะต้องเป็น Modern City จะต้องเป็นเมืองที่สร้างโอกาสให้กับคนที่อยู่อาศัย คนที่ทำงานแล้วไม่ต้องคิดที่ว่าเมื่อเขาเกษียณ เมื่อเขาแก่เฒ่าแล้วจะต้องย้ายไปไหน 

เราจะทำให้เขามีความสุขแล้วก็มีความมั่นใจในการที่เค้าเป็นพลเมืองของ กทม. ตรงนี้ รับรองว่ากรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้อีกแน่นอน”

#TNNOnline  #เดินหน้าอนาคตกรุงเทพฯ  #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69

ที่มาข้อมูล : TNN Online สัมภาษณ์

ที่มารูปภาพ : เฟซบุ๊ก อนุชา บูรพชัยศรี