กรุงเทพฯ พร้อมหรือยัง? เมื่อ “สิงคโปร์” ใช้เซนเซอร์ นับล้านตัวบริหารทั้งเมือง

Share on Line Share on Facebook Share on X
กรุงเทพฯ พร้อมหรือยัง?  เมื่อ “สิงคโปร์” ใช้เซนเซอร์ นับล้านตัวบริหารทั้งเมือง

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับเลือกผู้ว่าฯ กทม. ที่จะพากรุงเทพฯ ก้าวสู่ Smart City : บทเรียนจากสิงคโปร์

 

สิงคโปร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้าน Smart City ของโลก ภายใต้นโยบาย Smart Nation ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายเซนเซอร์ทำหน้าที่เสมือน "ระบบประสาทส่วนกลางดิจิทัล" (Digital Nervous System) ของประเทศ โดยมีแพลตฟอร์มหลักชื่อ Smart Nation Sensor Platform (SNSP) ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

 

สรุปข่าว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ ยกสิงคโปร์เป็นต้นแบบ Smart City ระดับโลก ที่ใช้เครือข่ายเซนเซอร์และ AI บริหารจัดการเมืองแบบเรียลไทม์ ทั้งด้านจราจร สิ่งแวดล้อม น้ำท่วม ขยะ และความปลอดภัย เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ลดความแออัด ประหยัดทรัพยากร และดูแลผู้สูงอายุผ่านระบบ IoT ที่เชื่อมโยงการช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันที บทเรียนจากสิงคโปร์สะท้อนว่า ผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปควรมีวิสัยทัศน์ในการใช้ข้อมูลและนวัตกรรมแก้ปัญหาเมือง เพื่อผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับเลือกผู้ว่าฯ กทม. ที่จะพากรุงเทพฯ ก้าวสู่ Smart City : บทเรียนจากสิงคโปร์

 

สิงคโปร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้าน Smart City ของโลก ภายใต้นโยบาย Smart Nation ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายเซนเซอร์ทำหน้าที่เสมือน "ระบบประสาทส่วนกลางดิจิทัล" (Digital Nervous System) ของประเทศ โดยมีแพลตฟอร์มหลักชื่อ Smart Nation Sensor Platform (SNSP) ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

 

ตัวอย่างโครงสร้างพื้นฐานและการประยุกต์ใช้เซนเซอร์ที่สำคัญของสิงคโปร์ ได้แก่


  1. เสาไฟอัจฉริยะทั่วประเทศ

รัฐบาลสิงคโปร์ได้ปรับเสาไฟสาธารณะกว่า 110,000 ต้นทั่วประเทศให้เป็นศูนย์รวมเซนเซอร์อัจฉริยะ โดยติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ อุณหภูมิ ระดับเสียง และทิศทางลมในแต่ละพื้นที่ พร้อมระบบกล้องวงจรปิดและ Video Analytics ที่สามารถตรวจจับความหนาแน่นของฝูงชน นับจำนวนยานพาหนะขนาดเล็ก เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และตรวจจับความผิดปกติเพื่อเสริมความปลอดภัยสาธารณะ


  1. ระบบคมนาคมและการจราจรอัจฉริยะ (Smart Mobility)

สิงคโปร์ใช้เซนเซอร์ติดตามสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับปริมาณรถจริงบนท้องถนน นอกจากนี้ ยังติดตั้งเซนเซอร์บนรถโดยสารสาธารณะกว่า 5,000 คัน ควบคู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลจากการแตะบัตรโดยสาร ทำให้สามารถคาดการณ์เวลามาถึงของรถได้อย่างแม่นยำ และช่วยลดปัญหาความแออัดของรถโดยสารได้ถึง 92%

ขณะเดียวกัน ระบบ Smart Parking ที่ใช้เซนเซอร์ฝังใต้ช่องจอดรถ ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบและค้นหาที่จอดว่างผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที ลดการวนหาที่จอดและลดปัญหาการจราจรในเมือง


  1. การจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สิงคโปร์พัฒนาระบบ Smart Water Grid โดยใช้เซนเซอร์ตรวจวัดการไหลและแรงดันน้ำทั่วประเทศ เพื่อค้นหาจุดรั่วไหลได้อย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำตามท่อระบายน้ำและคลองต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้า และช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านการจัดการขยะ มีการใช้เซนเซอร์ตรวจวัดระดับปริมาณขยะในถังรองรับ เพื่อวางแผนเส้นทางเก็บขยะเฉพาะจุดที่เต็มแล้ว ช่วยประหยัดพลังงาน เวลา และต้นทุนการดำเนินงาน


  1. เทคโนโลยีเพื่อดูแลผู้สูงอายุ (Tech that Cares)

สิงคโปร์ยังนำเทคโนโลยี IoT มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง ผ่านปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน (IoT Personal Alert Button) ที่ติดตั้งในโครงการเคหะแห่งชาติ (HDB) เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน ผู้สูงอายุสามารถกดปุ่มเพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานช่วยเหลือและผู้ดูแลในพื้นที่ได้ทันที ซึ่งปัจจุบันได้ขยายการใช้งานไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters