จับตา "ซูเปอร์เอลนีโญ" ไทยเสี่ยงแล้งหนักสุดในรอบ 140 ปี คาดบางพื้นที่ฝนหาย 40%

Share on Line Share on Facebook Share on X
จับตา "ซูเปอร์เอลนีโญ"  ไทยเสี่ยงแล้งหนักสุดในรอบ 140 ปี คาดบางพื้นที่ฝนหาย 40%

ประเทศไทยอาจกำลังเผชิญความเสี่ยงภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 140 ปี

ไม่ใช่เพราะฝนไม่ตกเลย แต่เพราะ "ฝนตกน้อยกว่าที่ควรจะเป็น"

และนั่นอาจส่งผลต่อทั้งน้ำกิน น้ำใช้ และความมั่นคงทางอาหารของคนทั้งประเทศ


สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. กำลังจับตาการก่อตัวของ "ซูเปอร์เอลนีโญ" 

ปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติ 


ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียส

เป็นระดับที่หลายประเทศเรียกว่า "ก็อตซิลลาเอลนีโญ"

และเคยสร้างผลกระทบรุนแรงมาแล้วในหลายพื้นที่ของโลก


สรุปข่าว

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันหนึ่งฝนตกน้อยลงเกือบ 40% แน่นอนว่าตัวเลขที่ลดลงไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียน้ำในเขื่อน แต่รวมถึงผลกระทบต่อผลผลิตในสวน อาหารบนโต๊ะ และความมั่นคงทางอาหารของผู้คนทั้งประเทศ ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังจับตา "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่อาจทำให้ไทยเผชิญภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี เราพร้อมแค่ไหน? ในการรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นและฝนที่หายไป

ประเทศไทยอาจกำลังเผชิญความเสี่ยงภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 140 ปี

ไม่ใช่เพราะฝนไม่ตกเลย แต่เพราะ "ฝนตกน้อยกว่าที่ควรจะเป็น"

และนั่นอาจส่งผลต่อทั้งน้ำกิน น้ำใช้ และความมั่นคงทางอาหารของคนทั้งประเทศ


สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. กำลังจับตาการก่อตัวของ "ซูเปอร์เอลนีโญ" 

ปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติ 


ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียส

เป็นระดับที่หลายประเทศเรียกว่า "ก็อตซิลลาเอลนีโญ"

และเคยสร้างผลกระทบรุนแรงมาแล้วในหลายพื้นที่ของโลก


องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกประเมินว่า

ประเทศไทยอาจมีปริมาณฝนลดลงราว 30%

ขณะที่การประเมินของไทยคาดว่าปริมาณฝนทั้งปี

อาจลดลง 10-12% แต่ในบางช่วง ผลกระทบอาจรุนแรงกว่านั้น


นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. ให้ข้อมูลชี้ว่า

ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ปริมาณฝนอาจลดลงประมาณ 14%

ก่อนจะกลับมาตกเพิ่มขึ้นในช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคม

จากนั้นจะลดลงอีกครั้งในช่วงปลายปี


โดยเดือนพฤศจิกายนมีความเสี่ยงที่ปริมาณฝนจะลดลงจากค่าปกติถึง 39% 

และมีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 2 ใน 3

ผลกระทบสำคัญของซุปเปอร์เอลนีโญอยู่ที่ภาคการเกษตร 

เพราะพื้นที่เกษตรของไทยกว่า 60-70% ยังอยู่นอกเขตชลประทาน

หมายความว่าการเพาะปลูกจำนวนมากยังต้องพึ่งพาฝนตามธรรมชาติ 

โดยเฉพาะสวนผลไม้และไม้ยืนต้น ที่ต้องการน้ำอย่างต่อเนื่อง


หากฝนลดลงตามที่คาดการณ์ผลผลิตทางการเกษตรในปีหน้าอาจลดลงมากกว่าครึ่งในบางพื้นที่ 

และอาจกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร รวมถึงต้นทุนอาหารของประชาชน



นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. ระบุว่าปีนี้การบริหารจัดการน้ำมีความท้าทายมากขึ้น

เพราะสภาพอากาศมีความผันผวนสูง จึงเตรียมปรับเกณฑ์การระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

เพื่อรักษาปริมาณน้ำต้นทุนให้ได้มากที่สุด พร้อมวางมาตรการเฉพาะพื้นที่ในจุดเสี่ยง

ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤตเอลนีโญมาแล้วในปี 2558-2559

แต่สิ่งที่ต่างออกไปในวันนี้ คือโลกกำลังร้อนขึ้นกว่าที่เคย

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าฝนจะตกน้อยลงแค่ไหน

แต่คือ เราจะปรับตัวอย่างไร

ในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่มาข้อมูล : พัชราภรณ์ พลายงาม / โต๊ะข่าวสังคม

ที่มารูปภาพ : Getty Images