“แฮ็กตู้เย็น” เป็นแค่จุดเริ่มต้น เทคโนโลยีเก่าไม่สามารถรับมือกับแฮกเกอร์ยุคใหม่ได้อีกต่อไป

Share on Line Share on Facebook Share on X
“แฮ็กตู้เย็น” เป็นแค่จุดเริ่มต้น เทคโนโลยีเก่าไม่สามารถรับมือกับแฮกเกอร์ยุคใหม่ได้อีกต่อไป

หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของอังกฤษกล่าวเมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่พุ่งเป้าไปยังตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งทั่วยุโรป เป็นเพียงสัญญาณเตือนเบื้องต้นของปัญหาที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีเก่าไม่สามารถรับมือกับเหล่าแฮกเกอร์ได้อีกต่อไป

เหตุการณ์ตู้แช่แข็งถูกแฮ็ก

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตู้แช่และตู้แช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง ในสวีเดน เบลเยียมและฝรั่งเศส ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งเผยให้เห็นช่องโหว่ในระบบไอที ส่งผลให้ร้านค้าต่าง ๆ ต้องทิ้งอาหารจำนวนมหาศาล

ริชาร์ด ฮอร์น (Richard Horne) หัวหน้าศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (National Cyber Security Centre: NCSC) ของอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยข่าวกรอง (Government Communications Headquarters: GCHQ) กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

รวมถึงยังระบุมีอีกว่า ระบบในปัจจุบัน มีช่องโหว่มากมายที่รอให้ถูกฉวยโอกาสโจมตี และความเสี่ยงร้ายแรงที่สุดที่เราอาจต้องเผชิญในระยะสั้น คือจำนวนเหตุการณ์โจมตีที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล

สรุปข่าว

อังกฤษเตือนเหตุแฮ็กตู้แช่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วยุโรปเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังระบบไอทีรุ่นเก่ามีช่องโหว่จำนวนมาก NCSC คาดว่า AI จะช่วยให้แฮกเกอร์ค้นหาช่องโหว่และขยายการโจมตีได้ง่ายขึ้น พร้อมเตือนความเสี่ยงแรนซัมแวร์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญภายในปี 2028

หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของอังกฤษกล่าวเมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่พุ่งเป้าไปยังตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งทั่วยุโรป เป็นเพียงสัญญาณเตือนเบื้องต้นของปัญหาที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีเก่าไม่สามารถรับมือกับเหล่าแฮกเกอร์ได้อีกต่อไป

เหตุการณ์ตู้แช่แข็งถูกแฮ็ก

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตู้แช่และตู้แช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง ในสวีเดน เบลเยียมและฝรั่งเศส ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งเผยให้เห็นช่องโหว่ในระบบไอที ส่งผลให้ร้านค้าต่าง ๆ ต้องทิ้งอาหารจำนวนมหาศาล

ริชาร์ด ฮอร์น (Richard Horne) หัวหน้าศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (National Cyber Security Centre: NCSC) ของอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยข่าวกรอง (Government Communications Headquarters: GCHQ) กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

รวมถึงยังระบุมีอีกว่า ระบบในปัจจุบัน มีช่องโหว่มากมายที่รอให้ถูกฉวยโอกาสโจมตี และความเสี่ยงร้ายแรงที่สุดที่เราอาจต้องเผชิญในระยะสั้น คือจำนวนเหตุการณ์โจมตีที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล

ในอนาคตการโจมตีด้วย AI จะเพิ่มสูงขึ้น

รายงานประจำปีของ NCSC ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับแฮกเกอร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เจ้าหน้าที่ของ NCSC ระบุว่า ในกรณีของการโจมตีตู้แช่เหล่านั้น อาจไม่จำเป็นต้องใช้ AI ขั้นสูง เนื่องจากเป็นการโจมตีผ่านช่องโหว่ที่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในเทคโนโลยีรุ่นเก่า อย่างไรก็ตาม ฮอร์น (Horne) กล่าวว่า AI จะทำให้การค้นหาช่องโหว่เก่าๆ เหล่านี้ง่ายขึ้น และเอื้อให้สามารถโจมตีในวงกว้างได้มากขึ้น

การใช้เทคโนโลยีราคาถูก

ฮอร์นกล่าวว่า องค์กรและห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากในอังกฤษ มักเลือกใช้เทคโนโลยีราคาถูกมานานหลายสิบปี จึงทำให้องค์กร ร้านค้าเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงในการถูกแฮ็ก

ในรายงานประจำปี NCSC ระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสหราชอาณาจักรภายในปี 2028

นอกจากนี้ยังมีรายงานที่อ้างว่า รัสเซียพยายามเจาะเครือข่ายทางทหารของสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อิหร่านก็ดำเนินปฏิบัติการทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายในระดับโลก ซึ่งรวมถึงการโจมตีสหราชอาณาจักรด้วย

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ริชาร์ด ฮอร์น (Richard Horne) ให้ความเห็นโดยอ้างอิงไปถึงจีนว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าจีนมีความตั้งใจ และมีศักยภาพสูงสุดที่จะใช้ AI ในปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์อื่น ๆ และสิ่งนี้ถือเป็นความท้าทายทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนที่สุดที่สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญอยู่

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลรัสเซีย สาธารณรัฐจีน และอิหร่าน ต่างปฏิเสธข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกันนี้มาโดยตลอด โดยยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters