พบ “หางจิ้งจกโบราณ” ในอำพัน 100 ล้านปี ไขความลับกลไกป้องกันตัว

หลายคนคงเคยเห็นจิ้งจกที่วิ่งหนีอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงทิ้งหางที่ดีดดิ้นไว้ ซึ่งการสลัดหางทิ้งเป็นหนึ่งในกลไกการป้องกันตัวจากนักล่า ซึ่งเดิมที่การจะสืบหาต้นกำเนิดของความสามารถเป็นเรื่องที่ยาก แต่ล่าสุดงานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (Tel Aviv University) ประเทศอิสราเอล ได้พบเบาะแสที่อาจจะทำให้เราเข้าใจปริศนานี้มากขึ้น จากการค้นพบหางจิ้งจกที่มีขนาดเพียง 18 มิลลิเมตร (0.7 นิ้ว) หรือขนาดเท่าปลายนิ้ว ภายในก้อนอำพันทางตอนเหนือของเมียนมา ซึ่งคาดว่ามีอายุประมาณ 99 ล้านปี
กลไกป้องกันตนเองที่เรียกว่าออโตโทมี
นักวิจัยระบุว่าจากชิ้นส่วนที่ค้นพบ เป็นหลักฐานฟอสซิลที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ในอำพันที่อยู่ในสภาพดีมาก แสดงให้เห็นถึงการที่จิ้งจกสลัดหางทิ้งโดยตั้งใจ ผ่านกลไกการป้องกันตัวที่เรียกว่า “ออโตโทมี” (autotomy) โดยนักวิจัยอธิบายว่า ฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลานที่เคยมีการศึกษามาก่อนหน้านี้ เคยเผยให้เห็นหลักฐานของการสลัดหางผ่านแนวรอยแตกตามธรรมชาติในกระดูกสันหลังส่วนหาง รวมถึงพบหางที่งอกขึ้นมาใหม่ ลักษณะเหล่านี้บ่งชี้ว่าสัตว์ชนิดนั้นสามารถสลัดหางทิ้งได้ แต่ในกรณีของแนวรอยแตกตามธรรมชาตินั้น ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันเสมอไปว่าสัตว์ตัวนั้นสลัดหางทิ้งโดยสมัครใจ
สรุปข่าว
หลายคนคงเคยเห็นจิ้งจกที่วิ่งหนีอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงทิ้งหางที่ดีดดิ้นไว้ ซึ่งการสลัดหางทิ้งเป็นหนึ่งในกลไกการป้องกันตัวจากนักล่า ซึ่งเดิมที่การจะสืบหาต้นกำเนิดของความสามารถเป็นเรื่องที่ยาก แต่ล่าสุดงานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (Tel Aviv University) ประเทศอิสราเอล ได้พบเบาะแสที่อาจจะทำให้เราเข้าใจปริศนานี้มากขึ้น จากการค้นพบหางจิ้งจกที่มีขนาดเพียง 18 มิลลิเมตร (0.7 นิ้ว) หรือขนาดเท่าปลายนิ้ว ภายในก้อนอำพันทางตอนเหนือของเมียนมา ซึ่งคาดว่ามีอายุประมาณ 99 ล้านปี
กลไกป้องกันตนเองที่เรียกว่าออโตโทมี
นักวิจัยระบุว่าจากชิ้นส่วนที่ค้นพบ เป็นหลักฐานฟอสซิลที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ในอำพันที่อยู่ในสภาพดีมาก แสดงให้เห็นถึงการที่จิ้งจกสลัดหางทิ้งโดยตั้งใจ ผ่านกลไกการป้องกันตัวที่เรียกว่า “ออโตโทมี” (autotomy) โดยนักวิจัยอธิบายว่า ฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลานที่เคยมีการศึกษามาก่อนหน้านี้ เคยเผยให้เห็นหลักฐานของการสลัดหางผ่านแนวรอยแตกตามธรรมชาติในกระดูกสันหลังส่วนหาง รวมถึงพบหางที่งอกขึ้นมาใหม่ ลักษณะเหล่านี้บ่งชี้ว่าสัตว์ชนิดนั้นสามารถสลัดหางทิ้งได้ แต่ในกรณีของแนวรอยแตกตามธรรมชาตินั้น ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันเสมอไปว่าสัตว์ตัวนั้นสลัดหางทิ้งโดยสมัครใจ
เทคโนโลยี Micro-CT เผยให้เห็นรอยแยกที่ชัดเจน
ในฟอสซิลชิ้นใหม่นี้ ส่วนปลายของหางที่หลุดออกมามีลักษณะเฉพาะที่สำคัญซึ่งได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ทำให้ทีมวิจัยสามารถตรวจสอบได้ว่าการแยกตัวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ก่อนหน้านี้อำพันชิ้นนี้ไม่ได้รับความสนใจ เนื่องจากรอยแยกที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเป็นกิ่งไม้เล็ก ๆ หรือเศษซากแมลง แต่มันกลับสะดุดตาโดเลฟ ฟาบริกันต์ (Dolev Fabrikant) นักศึกษาระดับปริญญาเอกมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ผู้วิจัยหลักในครั้งนี้เข้า เมื่อเขาได้ตรวจสอบตัวอย่างชิ้นนี้อย่างละเอียดมากขึ้น เขาก็สังเกตเห็นว่าสิ่งที่ดูเหมือนกิ่งไม้กลับถูกปกคลุมด้วยเกล็ดเล็กๆ ซึ่งมันคือหางของจิ้งจก
เนื่องจากอำพันมีความขุ่นและมีขนาดเล็กมากระดับไมโคร กล้องจุลทรรศน์ธรรมดาจึงแทบไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดปลีกย่อยของฟอสซิลได้เลย ทีมวิจัยหันมาใช้การสแกนไมโครซีที (Micro-CT) ที่สถาบันโวลคานี (Volcani Institute) Micro-CT ถ่ายภาพเอกซเรย์จากหลายมุมและรวมเข้าด้วยกันเป็นการสร้างภาพสามมิติ ทำให้สามารถตรวจสอบโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้อำพันโดยไม่จำเป็นต้องผ่า ณ จุดที่หางหลุดออก
ซึ่งจากการสแกนเผยให้เห็นวงแหวนเนื้อเยื่อที่คล้ายกับโครงสร้างที่พบในหางที่สลัดทิ้งของจิ้งจกที่ยังมีชีวิตอยู่ การแยกตัวยังค่อนข้างสะอาดและสมมาตร ไม่มีร่องรอยความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ
แม้ว่าฟอสซิลจะได้รับการอนุรักษ์ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่หางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุได้ว่ามันเป็นจิ้งจกกลุ่มใด โดยกลุ่มที่อาจเป็นไปได้คือกลุ่มเดียวกับจิ้งจกผนังในปัจจุบัน หรืออาจเป็นกลุ่มสโลว์เวิร์ม (slow worms) และกลุ่มสัตว์ตระกูลตัวเงินตัวทองหรือกิ้งก่ามอนิเตอร์ (monitor lizards)
นอกจากนี้ นักวิจัยยังไม่สามารถระบุได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มันสลัดหางทิ้ง จิ้งจกอาจติดอยู่ในยางเหนียวและสลัดหางทิ้งเพื่อทำให้ตัวเองหลุดออกมา หรืออาจจะสลัดหางทิ้งระหว่างถูกผู้ล่าโจมตี และหางที่สลัดทิ้งนั้นตกลงไปในยางเหนียว ซากดึกดำบรรพ์นี้ไม่สามารถบอกได้ว่าจิ้งจกตัวนั้นรอดชีวิตหรือว่าหางงอกใหม่ในภายหลัง สิ่งที่ซากดึกดำบรรพ์นี้เผยให้เห็นคือ กลไกดังกล่าวมีอยู่แล้วในสัตว์จำพวกจิ้งจกเมื่อราว 99 ล้านปีก่อน
ทีมนักวิจัย
งานวิจัยนี้นำโดย โดเลฟ ฟาบริกันต์ (Dolev Fabrikant) นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่คณะสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ และอาจารย์ที่ปรึกษาของเขา ดร. เลโอนิดาส-โรมาโนส ดาวราโนกลู (Dr. Leonidas-Romanos Davranoglou) จากคณะสัตววิทยาและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติสไตน์ฮาร์ด (Steinhardt Museum of Natural History) ของมหาวิทยาลัยเดียวกัน โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติและคาโปดิสเตรียนแห่งเอเธนส์ (National and Kapodistrian University of Athens) และสถาบันโวลคานี (Volcani Institute) ของอิสราเอล ผลการศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Palaeontologia Electronica
- บราซิลระบุตัว “ฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลาน” ปากนกแก้ว อายุกว่า 230 ล้านปี
- พบฟอสซิล “ไดโนเสาร์จิ๋ว” สภาพสมบูรณ์ในอาร์เจนตินา ท่ามกลางถิ่นกำเนิดยักษ์ใหญ่
- จิ๋วแต่แจ๋ว! พบฟอสซิลสัตว์สี่เท้าเล็กที่สุด จากยุคไทรแอสซิก อายุ 240 ล้านปี
- ฟอสซิลอายุ 240 ล้านปี ไขต้นกำเนิด “จระเข้” นักล่าบนห่วงโซ่อาหารยุคดึกดำบรรพ์
- ขุดพบฟอสซิล"ไดโนเสาร์ตัวที่ 6" สายพันธุ์ใหม่ของเมืองขอนแก่น | เรื่องดีดีทั่วไทย | 7-08-68
ที่มาข้อมูล : Phys.org
ที่มารูปภาพ : มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ
