ฝรั่งเศสอัปเกรดเครื่องบินรบ Rafale F5 คุมฝูงโดรน ติดอาวุธนิวเคลียร์

Share on Line Share on Facebook Share on X
ฝรั่งเศสอัปเกรดเครื่องบินรบ Rafale F5 คุมฝูงโดรน ติดอาวุธนิวเคลียร์

วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ The War Zone สื่อด้านเทคโนโลยีการทหารชั้นนำของโลก เปิดเผยว่าสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารแห่งชาติฝรั่งเศส หรือ DGA ได้ลงนามสัญญาพัฒนาระบบเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกับ 4 ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ได้แก่ Dassault Aviation, Thales, MBDA และ Safran เพื่อเร่งยกระดับเครื่องบินรบ Rafale สู่มาตรฐาน F5 อย่างเป็นทางการ 

การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากโครงการพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นใหม่ Future Combat Air System หรือ FCAS ที่เคยทำร่วมกับเยอรมนีต้องยุติลงเนื่องจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและข้อตกลงทางอุตสาหกรรมที่ไม่ลงตัว 

ส่งผลให้รัฐบาลฝรั่งเศสต้องปรับแผนยุทธศาสตร์จากการใช้ Rafale เป็นเพียงเครื่องบินรบช่วงเปลี่ยนผ่าน มาเป็นการพัฒนามาตรฐาน F5 ให้กลายเป็นแกนหลักของแสนยานุภาพทางอากาศระยะยาว เพื่อปฏิบัติการในกองทัพอากาศ กองทัพอวกาศ และกองทัพเรือฝรั่งเศส โดยมีกำหนดเริ่มเข้าประจำการจริงในช่วงปี 2033

สรุปข่าว

ฝรั่งเศสจับมือ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการป้องกันประเทศ อัปเกรดเครื่องบินรบ Rafale สู่มาตรฐาน F5 ให้เป็นแกนหลักกองทัพ ชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก และความสามารถในการบัญชาการฝูงโดรนรบไร้คนขับ

วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ The War Zone สื่อด้านเทคโนโลยีการทหารชั้นนำของโลก เปิดเผยว่าสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารแห่งชาติฝรั่งเศส หรือ DGA ได้ลงนามสัญญาพัฒนาระบบเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกับ 4 ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ได้แก่ Dassault Aviation, Thales, MBDA และ Safran เพื่อเร่งยกระดับเครื่องบินรบ Rafale สู่มาตรฐาน F5 อย่างเป็นทางการ 

การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากโครงการพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นใหม่ Future Combat Air System หรือ FCAS ที่เคยทำร่วมกับเยอรมนีต้องยุติลงเนื่องจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและข้อตกลงทางอุตสาหกรรมที่ไม่ลงตัว 

ส่งผลให้รัฐบาลฝรั่งเศสต้องปรับแผนยุทธศาสตร์จากการใช้ Rafale เป็นเพียงเครื่องบินรบช่วงเปลี่ยนผ่าน มาเป็นการพัฒนามาตรฐาน F5 ให้กลายเป็นแกนหลักของแสนยานุภาพทางอากาศระยะยาว เพื่อปฏิบัติการในกองทัพอากาศ กองทัพอวกาศ และกองทัพเรือฝรั่งเศส โดยมีกำหนดเริ่มเข้าประจำการจริงในช่วงปี 2033

⬛️ นวัตกรรมเทคโนโลยีขีดความสามารถสูงและการปฏิวัติระบบตรวจจับ

การอัปเกรดมาตรฐาน F5 นับเป็นการยกเครื่องระบบโครงสร้างภายในครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวเครื่องบินรบตระกูลนี้ โดยเปลี่ยนจากการปรับปรุงซอฟต์แวร์แบบย่อยในอดีต มาเป็นการลงลึกในระบบการบิน การสื่อสาร และการรบอิเล็กทรอนิกส์ 

หัวใจสำคัญอยู่ที่การติดตั้งเรดาร์ RBE2-XG ของบริษัท Thales ซึ่งพัฒนาด้วยวัสดุกึ่งตัวนำ Gallium Nitride หรือ GaN ซึ่งช่วยลดการสะสมความร้อน เพิ่มแรงดันไฟฟ้า และขยายระยะการตรวจจับเป้าหมายตรวจจับยากหรือเป้าหมายล่องหนได้อย่างแม่นยำ พร้อมประมวลผลร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ 

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูล IVDL เพื่อการสื่อสารล่องหนแบบต้านทานการรบกวนสัญญาณ ตลอดจนการปรับปรุงระบบป้องกันตนเอง SPECTRA แบบดิจิทัลเต็มรูปแบบโดย MBDA และ Thales เพื่อรับมือกับคลื่นสัญญาณคุกคามที่ซับซ้อนภายในปี 2035

⬛️ การเพิ่มขีดความสามารถเครื่องยนต์และคลังอาวุธนิวเคลียร์ไฮเปอร์โซนิก

ในส่วนของระบบขับเคลื่อน บริษัท Safran ได้เริ่มต้นออกแบบเครื่องยนต์ M88 T-Rex รุ่นใหม่ ซึ่งสามารถขยายกำลังขับดันขึ้นอีกราวร้อยละ 20 จากเดิม 16,500 ปอนด์แรง หรือประมาณ 73.4 กิโลนิวตัน เป็นเกือบ 19,850 ปอนด์แรง หรือประมาณ 88.3 กิโลนิวตัน เพื่อรองรับระบบอิเล็กทรอนิกส์และการบินประสิทธิภาพสูง

ด้านยุทธภัณฑ์ กองทัพฝรั่งเศสตั้งเป้าติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ไฮเปอร์โซนิก ASN4G ที่สามารถทำความเร็วได้มากกว่า 5 มัค หรือราว 6,100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีระยะยิงไกลเกิน 1,000 กิโลเมตร เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบป้องปรามนิวเคลียร์ทางอากาศหลักภายในปี 2035 

โดยโครงการมีกรอบวงเงินราว 3 พันล้านยูโร หรือประมาณ 1.15 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับการพัฒนาขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกลรุ่นใหม่ Comet ของบริษัท MBDA ซึ่งมุ่งเพิ่มขีดความสามารถเหนือ Meteor ภายในราวปี 2030

⬛️ ศูนย์กลางสั่งการฝูงโดรนรบและทิศทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

แม้ว่าโครงสร้างตัวเครื่องของ Rafale จะมีพื้นฐานมาจากยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งมีคุณสมบัติล่องหนด้อยกว่าเครื่องบินรบยุคที่ 5 หรือยุคที่ 6 แต่ฝรั่งเศสแก้โจทย์นี้ด้วยการกำหนดให้ Rafale F5 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสั่งการในระบบการรบแบบกระจายศูนย์ โดยจะทำงานประสานกับโดรนรบไร้คนขับสมรรถนะสูงที่พัฒนาต่อยอดจากโครงการ nEUROn 

ตลอดจนโดรนติดตามแบบ Remote Carrier ซึ่งช่วยให้ฝูงบินสามารถรุกทะลวงพื้นที่ป้องกันภัยทางอากาศหนาแน่นได้โดยไม่เสี่ยงสูญเสียชีวิตนักบิน การรวมตัวกันของพันธมิตรอุตสาหกรรมหลักในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาเอกราชทางเทคโนโลยีและการทหารของฝรั่งเศสไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออกในตลาดโลกตามรอยความสำเร็จของ Rafale ที่มียอดสั่งซื้อสะสมแล้วถึง 299 เครื่องใน 8 ประเทศทั่วโลก 

ที่มาข้อมูล : Dassault Aviation

ที่มารูปภาพ : Dassault Aviation