งานวิจัยใหม่พบ "ความเหงา" อาจทำให้ผู้ชายจะดื่มหนักกว่าผู้หญิง และมันเกิดเพราะสมองสั่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X
งานวิจัยใหม่พบ "ความเหงา" อาจทำให้ผู้ชายจะดื่มหนักกว่าผู้หญิง และมันเกิดเพราะสมองสั่ง

งานวิจัยใหม่จากนักวิจัยของ Northwestern University และ Salk Institute for Biological Studies ในสหรัฐฯ พบหลักฐานว่า ความเหงาอาจไม่ได้ส่งผลต่อผู้ชายและผู้หญิงในรูปแบบเดียวกัน พวกเขาพบว่า การแยกตัวออกจากสังคมสามารถกระตุ้นให้หนูเพศผู้ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ขณะที่หนูเพศเมียกลับมีพฤติกรรมดื่มลดลง

สรุปข่าว

งานวิจัยใหม่จากนักวิจัยของ Northwestern University และ Salk Institute for Biological Studies ในสหรัฐฯ พบหลักฐานว่า ความเหงาอาจไม่ได้ส่งผลต่อผู้ชายและผู้หญิงในรูปแบบเดียวกัน พวกเขาพบว่า การแยกตัวออกจากสังคมสามารถกระตุ้นให้หนูเพศผู้ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ขณะที่หนูเพศเมียกลับมีพฤติกรรมดื่มลดลง

งานวิจัยใหม่จากนักวิจัยของ Northwestern University และ Salk Institute for Biological Studies ในสหรัฐฯ พบหลักฐานว่า ความเหงาอาจไม่ได้ส่งผลต่อผู้ชายและผู้หญิงในรูปแบบเดียวกัน พวกเขาพบว่า การแยกตัวออกจากสังคมสามารถกระตุ้นให้หนูเพศผู้ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ขณะที่หนูเพศเมียกลับมีพฤติกรรมดื่มลดลง

ความเหงาอาจเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่ม

องค์การอนามัยโลกประเมินว่า ประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรทั่วโลกประสบกับความเหงาและการแยกตัวทางสังคม ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพจิต คุณภาพชีวิต และสุขภาพร่างกาย หนึ่งในพฤติกรรมที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจคือการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีหลักฐานจำนวนมากที่พบความสัมพันธ์ระหว่างความโดดเดี่ยวทางสังคมกับพฤติกรรมการดื่ม โดยเฉพาะการดื่มในปริมาณมากหรือการดื่มที่มีความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือเหตุใดการแยกตัวทางสังคมจึงอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการดื่ม และเหตุใดผลกระทบดังกล่าวจึงแตกต่างกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง งานวิจัยล่าสุดจึงพยายามหาคำตอบในระดับวงจรประสาทของสมอง ทางนักวิจัยจึงได้นำหนูทดลองมาแยกออกจากกลุ่มสังคมของมัน เพื่อจำลองภาวะการแยกตัวทางสังคม จากนั้นให้หนูสามารถเลือกดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 15% ในช่วงเวลาที่กำหนด

นักวิจัยติดตามพฤติกรรมของหนู พร้อมตรวจสอบการทำงานของสมองด้วยเทคนิคหลายรูปแบบ ทั้ง Electrophysiology ซึ่งใช้บันทึกกิจกรรมทางไฟฟ้าของเซลล์ประสาท และ Calcium imaging ซึ่งช่วยติดตามการทำงานของเซลล์ประสาทในสมอง โดยบริเวณสมองที่ถูกโฟกัสเป็นพิเศษก็คือ Basolateral amygdala (BLA) และ Medial prefrontal cortex (mPFC) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมวลผลอารมณ์ ความเครียด การตัดสินใจ แรงจูงใจ และพฤติกรรมทางสังคม นักวิจัยพบว่าการทำงานของวงจรประสาทที่เชื่อมระหว่างบริเวณทั้งสองมีความสัมพันธ์กับการบริโภคแอลกอฮอล์

ผลการทดลองพบว่า การแยกตัวทางสังคมไม่ได้ทำให้หนูทั้งสองเพศตอบสนองเหมือนกัน หนูตัวผู้ที่ถูกแยกออกจากกลุ่มมีแนวโน้มดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น โดยพฤติกรรมดังกล่าวเห็นได้ชัดขึ้นหลังจากถูกแยกตัวประมาณหนึ่งสัปดาห์ ขณะที่หนูเพศเมียที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกลับดื่มแอลกอฮอล์ลดลง

สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า สมองของเพศผู้และเพศเมียอาจใช้กลไกทางประสาทที่แตกต่างกันในการตอบสนองต่อความเหงาหรือการแยกตัวทางสังคม ความแตกต่างไม่ได้หมายความว่าผู้ชายทุกคนที่รู้สึกเหงาจะหันไปดื่มแอลกอฮอล์ แต่สะท้อนว่าปัจจัยทางชีววิทยาอาจมีส่วนทำให้แต่ละเพศตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมทางสังคมแตกต่างกัน

งานวิจัยยังค้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง Basolateral amygdala กับ Medial prefrontal cortex ซึ่งเป็นวงจรสมองที่มีบทบาทต่อพฤติกรรมของหนูเพศผู้ที่ถูกแยกตัว เมื่อหนูเพศผู้ถูกแยกออกจากสังคม นักวิจัยพบว่ากิจกรรมของวงจรนี้เพิ่มขึ้น และระดับการทำงานของวงจรมีความสัมพันธ์กับปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์

เพื่อทดสอบว่าวงจรดังกล่าวมีบทบาทต่อพฤติกรรมจริงหรือไม่ นักวิจัยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Optogenetics ซึ่งเป็นวิธีควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทด้วยแสง เมื่อกระตุ้นวงจรดังกล่าว หนูมีแนวโน้มดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อยับยั้งวงจรในหนูเพศผู้ที่ถูกแยกตัว พฤติกรรมการดื่มก็ลดลง แสดงให้เห็นว่าวงจรสมองดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับพฤติกรรมการดื่ม แต่มีส่วนในการขับเคลื่อนพฤติกรรมดังกล่าวด้วย

นักวิจัยยังพบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจใน Medial prefrontal cortex ของหนูเพศผู้ หลังจากถูกแยกตัวออกจากสังคม เซลล์ประสาทในบริเวณดังกล่าวตอบสนองต่อแอลกอฮอล์มากขึ้น ขณะที่การตอบสนองต่อซูโครสหรือน้ำหวานกลับลดลง ผลดังกล่าวอาจบ่งชี้ว่า การแยกตัวทางสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีที่สมองประมวลผลรางวัลจากสิ่งต่าง ๆ โดยในกรณีของหนูเพศผู้ แอลกอฮอล์อาจกลายเป็นสิ่งเร้าที่มีความโดดเด่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเหตุใดกลไกนี้จึงเกิดขึ้นเฉพาะในหนูเพศผู้ และเหตุใดหนูเพศเมียจึงตอบสนองในทิศทางตรงกันข้าม ความแตกต่างของวงจรประสาทในบริเวณอื่น ๆ ของสมอง รวมถึงความแตกต่างทางชีววิทยาระหว่างเพศ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ดังกล่าว

แล้วมนุษย์ที่เหงาจะดื่มมากขึ้นจริงหรือไม่ ?

แม้งานวิจัยนี้จะให้ผลที่น่าสนใจ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นคือ การทดลองดังกล่าวทำในหนู ไม่ใช่มนุษย์ ดังนั้นเราไม่สามารถสรุปจากงานวิจัยนี้ได้ว่า ผู้ชายที่รู้สึกเหงาจะต้องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นทุกคน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในมนุษย์บางส่วนพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างความเหงากับพฤติกรรมการดื่ม และบางการศึกษายังพบรูปแบบที่แตกต่างกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง

งานวิจัยจากเยอรมนีที่วิเคราะห์ข้อมูลประชากรมากกว่า 17,000 คน พบว่า ในผู้ชาย ความเหงามีความสัมพันธ์กับการบริโภคแอลกอฮอล์ในระดับที่สูงขึ้นและพฤติกรรมการดื่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ในผู้หญิงพบความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม แต่ข้อมูลลักษณะนี้เป็น ความสัมพันธ์ทางสถิติ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันเหตุและผล กล่าวคือ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าความเหงาเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้คนดื่มมากขึ้น เพราะการดื่มเองก็อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมและทำให้คนรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นได้เช่นกัน

นอกจากแอลกอฮอล์แล้ว ความเหงายังมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพอีกหลายด้าน เช่น การสูบบุหรี่ การออกกำลังกายน้อยลง และพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นั่นหมายความว่า เมื่อคนเรารู้สึกโดดเดี่ยว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง และอาจขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพ สภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ทางสังคม เพศ และปัจจัยทางชีววิทยาของแต่ละคน

สำหรับแอลกอฮอล์เองก็ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น วัฒนธรรมการดื่ม การเข้าสังคม ความเครียด ประสบการณ์ส่วนตัว และการเข้าถึงแอลกอฮอล์.ดังนั้นการมองว่า “เหงาแล้วดื่ม” เป็นความสัมพันธ์แบบเส้นตรงจึงอาจง่ายเกินไป

ที่มาข้อมูล : https://newatlas.com/diet-nutrition/men-lonely-alcohol/

ที่มารูปภาพ : Pexels