
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก "ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha" ระบุว่า
ซิฟิลิส สามารถเข้าสมองได้ตั้งแต่เริ่มติด
ซิฟิลิสมีโอกาศเข้าสมองตั้งแต่เริ่มติด แม้รักษาไปแล้วแบบตามระยะการเป็น ซึ่งยาไม่เพียงพอสำหรับฆ่าเชื้อในน้ำไขสันหลัง
เชื้อรอเวลาเมื่ออ่อนแอ สมองจึงออกอาการ
ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏในรายงานของวารสาร ทางการแพทย์ Annals of Internal Medicine ตั้งแต่ปี 1988
โดยที่การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ว่าเชื้อซิฟิลิสเข้าไปในสมองได้หรือไม่และมากน้อยเพียงใด ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อตั้งแต่ระยะแรก ๆ (early หรือ latent)
• จากการตรวจหาเชื้อ พร้อมกันนั้นเทียบเคียงกับความผิดปกติจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ทำกันอยู่แล้ว จากน้ำไขสันหลัง คือการตรวจเซลล์ ระดับโปรตีนและผล VDRL
• นอกจากนั้นมีการติดตามว่าผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษาตามระยะ ดีหรือไม่อย่างไร
• และผลกระทบที่ถ้ามีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย
มีผู้สมัครใจเข้าร่วมในการศึกษาอายุ 20 ถึง 67 ปีเฉลี่ยอายุ 31.6 ปี เป็น ชาย homo-/bi-sexual 40 คน (4 primary SY 27 secondary 2 early latent และ 7 late latent) heterosexual 8คน และเป็น ผู้หญิง 10 คน
Primary SY เป็นแผลริมแข็ง secondary มีผื่นตามผิวหนังที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า latent ไม่มีอาการใดๆ ทั้งนี้สามรายที่เป็น early latent เคยมีอาการแสดงของ primary และ secondary ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาแล้ว
15 คนที่เหลือจัดอยู่ใน late latent
• การตรวจเชื้อซิฟิลิสทำโดยการฉีดน้ำไขสันหลังเข้าในอัณฑะของกระต่าย และตรวจอัณฑะที่มีการอักเสบ ด้วยการติดตาม ตลอดระยะเวลาสามเดือน หา เชื้อ และ ตรวจ VDRL FTA-ABS
• ผลการศึกษาพบว่ามีเชื้อซิฟิลิสในน้ำไขสันหลัง 12 จาก 40 ราย = 30%
• ถ้ามีเชื้อซิฟิลิส ในผู้ป่วย primary และ secondary SY
น้ำไขสันหลังพบความ ผิดปกติ (2 ใน 3 อย่าง) โดยที่มี เซลล์ผิดปกติ ระดับโปรตีนสูงกว่าปกติ และ VDRL ให้ผลบวก
• สองในสามราย early และ3 ใน 15 ราย late latent พบ ผลบวก VDRL ใน น้ำไขสันหลังรวมทั้งมีเซลล์และโปรตีนผิดปกติ แม้ว่า จะ“ไม่พบเชื้อซิฟิลิสก็ตาม”
• ภาวะการติดเชื้อเอชไอวีร่วม ไม่ได้ส่งผลต่อการที่จะเจอเชื้อซิฟิลิส เซลล์ผิดปกติ หรือ ผล VDRL ในน้ำไขสันหลัง
• อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยนั้น จะพบเซลล์ผิดปกติในน้ำไขสันหลังบ่อยกว่า
• การรักษาที่ยึดตามมาตรฐาน ด้วยการให้ชนิดของยาปฏิชีวนะ ตามระยะของโรค คือ benzathine penicillin 2.4 ล้าน หน่วย ปรากฏว่า ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยสามในสี่รายที่อยู่ในระยะ secondary SY โดยที่ผู้ป่วยเหล่านี้พบเชื้อซิฟิลิสในน้ำไขสันหลังก่อนหน้าการรักษา

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
สรุปข่าว
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก "ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha" ระบุว่า
ซิฟิลิส สามารถเข้าสมองได้ตั้งแต่เริ่มติด
ซิฟิลิสมีโอกาศเข้าสมองตั้งแต่เริ่มติด แม้รักษาไปแล้วแบบตามระยะการเป็น ซึ่งยาไม่เพียงพอสำหรับฆ่าเชื้อในน้ำไขสันหลัง
เชื้อรอเวลาเมื่ออ่อนแอ สมองจึงออกอาการ
ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏในรายงานของวารสาร ทางการแพทย์ Annals of Internal Medicine ตั้งแต่ปี 1988
โดยที่การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ว่าเชื้อซิฟิลิสเข้าไปในสมองได้หรือไม่และมากน้อยเพียงใด ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อตั้งแต่ระยะแรก ๆ (early หรือ latent)
• จากการตรวจหาเชื้อ พร้อมกันนั้นเทียบเคียงกับความผิดปกติจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ทำกันอยู่แล้ว จากน้ำไขสันหลัง คือการตรวจเซลล์ ระดับโปรตีนและผล VDRL
• นอกจากนั้นมีการติดตามว่าผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษาตามระยะ ดีหรือไม่อย่างไร
• และผลกระทบที่ถ้ามีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย
มีผู้สมัครใจเข้าร่วมในการศึกษาอายุ 20 ถึง 67 ปีเฉลี่ยอายุ 31.6 ปี เป็น ชาย homo-/bi-sexual 40 คน (4 primary SY 27 secondary 2 early latent และ 7 late latent) heterosexual 8คน และเป็น ผู้หญิง 10 คน
Primary SY เป็นแผลริมแข็ง secondary มีผื่นตามผิวหนังที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า latent ไม่มีอาการใดๆ ทั้งนี้สามรายที่เป็น early latent เคยมีอาการแสดงของ primary และ secondary ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาแล้ว
15 คนที่เหลือจัดอยู่ใน late latent
• การตรวจเชื้อซิฟิลิสทำโดยการฉีดน้ำไขสันหลังเข้าในอัณฑะของกระต่าย และตรวจอัณฑะที่มีการอักเสบ ด้วยการติดตาม ตลอดระยะเวลาสามเดือน หา เชื้อ และ ตรวจ VDRL FTA-ABS
• ผลการศึกษาพบว่ามีเชื้อซิฟิลิสในน้ำไขสันหลัง 12 จาก 40 ราย = 30%
• ถ้ามีเชื้อซิฟิลิส ในผู้ป่วย primary และ secondary SY
น้ำไขสันหลังพบความ ผิดปกติ (2 ใน 3 อย่าง) โดยที่มี เซลล์ผิดปกติ ระดับโปรตีนสูงกว่าปกติ และ VDRL ให้ผลบวก
• สองในสามราย early และ3 ใน 15 ราย late latent พบ ผลบวก VDRL ใน น้ำไขสันหลังรวมทั้งมีเซลล์และโปรตีนผิดปกติ แม้ว่า จะ“ไม่พบเชื้อซิฟิลิสก็ตาม”
• ภาวะการติดเชื้อเอชไอวีร่วม ไม่ได้ส่งผลต่อการที่จะเจอเชื้อซิฟิลิส เซลล์ผิดปกติ หรือ ผล VDRL ในน้ำไขสันหลัง
• อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยนั้น จะพบเซลล์ผิดปกติในน้ำไขสันหลังบ่อยกว่า
• การรักษาที่ยึดตามมาตรฐาน ด้วยการให้ชนิดของยาปฏิชีวนะ ตามระยะของโรค คือ benzathine penicillin 2.4 ล้าน หน่วย ปรากฏว่า ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยสามในสี่รายที่อยู่ในระยะ secondary SY โดยที่ผู้ป่วยเหล่านี้พบเชื้อซิฟิลิสในน้ำไขสันหลังก่อนหน้าการรักษา

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
ทั้งนี้ ทั้งสามรายมีการติดเชื้อ เอชไอวีแต่ต้นหรือมาปรากฏในระยะเวลาต่อมา
• ผลสรุปจากรายงานนี้ซึ่งถือว่าเป็น landmark article ชี้ชัดว่า เชื้อซิฟิลิสนั้น มีโอกาส เข้าสมองได้ตั้งแต่ต้น และไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะติดเชื้อเอชไอวีด้วยหรือไม่
• และการตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อหาความผิดปกติอาจนำมาเป็นหลักปฏิบัติ แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มมีการติดเชื้อก็ตาม โดยที่การรักษาควรต้องเป็น เต็มอัตราด้วย Penicillin G แบบฉีดเข้าเส้น
• และการให้ benzathine penicillin แบบฉีดเข้ากล้าม อาจไม่เพียงพอในการรักษาผู้ที่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมแม้ว่าจะเป็นซิฟิลิสในระยะแรกก็ตาม
• การศึกษานี้ กระตุ้นให้มีความตื่นตัวในการรักษาซิฟิลิสอย่างมาก โดยที่ในขณะนั้น มีการเสนอให้ รักษาเต็มอัตราด้วยการฉีดเพนิซิลินเข้าเส้น ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อในระยะใดก็ตามในผู้ที่ติดหรือไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีร่วมก็ตาม
• ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า เชื้อมีโอกาสเข้าสมองได้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น และการรักษา โดยยึดถือตามระยะของโรค ยาไม่สามารถที่จะเข้าน้ำไขสันหลังหรือสมองได้อย่างเพียงพอ และเมื่อใดก็ตาม ที่ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่นเมื่อมีอายุมากขึ้น หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเช่นจากการติดเชื้อเอชไอวี ได้รับยากดภูมิ หรือ ยาเคมีบำบัดก็ตาม เชื้อซิฟิลิสในสมอง ก็มีโอกาศจะแสดงตัวขึ้น
• มีการประเมิน ความคุ้มค่า ตั้งแต่การเจาะน้ำไขสันหลังทุกรายที่ติดเชื้อซิฟิลิส รวมทั้งการให้การรักษาเต็มสูตร ทุกรายตั้งแต่ต้น ปรากฏ ว่า จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก รวมทั้ง ผู้ป่วยต้องได้รับยาฉีดเข้าเส้นเลือดในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 วัน

ดังนั้น การรักษาจนกระทั่งถึงในปัจจุบันนี้ ยังคงยึดถือ ระยะของโรค ในการให้ยา
คำถามที่คาใจ ที่หมอเอง มีประเด็นตั้งแต่ 1988 จนปัจจุบันก็คือ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อซิฟิลิส นั้นได้รับทราบข้อมูลที่เชื้อมีโอกาศ สามารถเข้าสมองตั้งแต่ต้น หรือไม่ และจะรอจนเกิดอาการทางสมองแล้วค่อยรักษาเต็มสูตร?
และเราจะรักษาตามตำรา ทั้งที่ทราบว่าโอกาสที่จะเข้าสมองนั้นมีได้สูง ตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้การตรวจน้ำไขสันหลัง แม้ว่าเซลล์ไม่ขึ้น โปรตีนไม่ขึ้น หรือสูงขึ้นเล็กน้อย จะ เป็นเครื่องยืนยันได้เพียงใด ว่า ในอนาคตอีกเป็นสิบปีข้างหน้า จะปลอดภัย และ VDRL ในน้ำไขสันหลัง มีความไวต่ำมาก อยู่ในระดับ25% เท่านั้นจาก Dr Larry Davis เพื่อนหมอเองที่จอห์นส ฮอปกินส์ โดยที่ระยะหลังจะมีการรายงานว่าความไวสูงขึ้น แต่แน่นอน มีโอกาสพลาดได้มาก นอกจากนั้นการตรวจในน้ำไขสันหลังที่สำคัญ คือ FTA-ABS IgM ซึ่งตัดประเด็นที่มีภูมิจากน้ำเหลืองเข้ามา ก็ไม่ได้มีการตรวจกันแล้ว
Landmark article
Invasion of the central nervous system by Treponema pallidum: implications for diagnosis and treatment
S A Lukehart et al. Ann Intern Med. 1988.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/3056164/
ข้อมูลจาก เพจ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha https://www.facebook.com/thiravat.h/posts/pfbid02L94guKZi3hj2wdYDVzT8F9BDmbo7smP8w75NshED3NbBrk5DSuCQsLRGwzvnHf3vl
- ซิฟิลิสระบาดเงียบในวัยรุ่นไทย ผู้ป่วยพุ่งเกือบ 4 เท่า
- สารเคลือบป้องกันพืชแบบพ่น นวัตกรรมใหม่เสริมเกราะความมั่นคงทางอาหารโลก
- งานวิจัยชี้มนุษย์นีแอนเดอร์ทาลรู้จักก่อไฟตั้งแต่ 400,000 ปีก่อน พลิกความเข้าใจวิวัฒนาการมนุษย์
- นวัตกรรมเห็ดหางไก่งวง ทางเลือกใหม่สารเคลือบกันน้ำแทนการใช้พลาสติก
- แพทย์ มช. เตือนอย่าชะล่าใจ "ซิฟิลิส-หนองใน" ระบาดเพิ่ม เยาวชนไทยเสี่ยงสูง!
ที่มารูปภาพ : ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา,Canva
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
