อัปเดตอเมริกาสร้างขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามโลกรุ่นใหม่ ยิงไกลเกือบ 10,000 กิโลเมตร แต่อาจไม่ทันใช้ 2029 นี้ ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
อัปเดตอเมริกาสร้างขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามโลกรุ่นใหม่ ยิงไกลเกือบ 10,000 กิโลเมตร แต่อาจไม่ทันใช้ 2029 นี้ ?

นอร์ทรอป กรัมแมน (Northrop Grumman) เผยภาพใหม่ของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นเจเนอเรชันใหม่ในรหัส LGM-35A แซนทิเนล (Sentinel) เป็นครั้งแรก หลังเสร็จสิ้นการทดสอบระบบอะคูสติก (Acoustic Test) บริเวณส่วนหัวของขีปนาวุธ ณ ศูนย์ทดสอบขนาดใหญ่ในเมืองเรดอนโดบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย

สรุปข่าว

นอร์ทรอป กรัมแมน (Northrop Grumman) ทดสอบระบบอะคูสติกขีปนาวุธ LGM-35A Sentinel สำเร็จ เผยสเปกเครื่องยนต์ 3 ท่อน ยิงไกล 9,656 กม. ความเร็ว 23 มัค ทว่าโครงการเผชิญงบระเบิดทะลุ 4.16 ล้านล้านบาท ต้องปรับปรุงไซโลใน 5 รัฐ คาดประจำการปี 2030

นอร์ทรอป กรัมแมน (Northrop Grumman) เผยภาพใหม่ของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นเจเนอเรชันใหม่ในรหัส LGM-35A แซนทิเนล (Sentinel) เป็นครั้งแรก หลังเสร็จสิ้นการทดสอบระบบอะคูสติก (Acoustic Test) บริเวณส่วนหัวของขีปนาวุธ ณ ศูนย์ทดสอบขนาดใหญ่ในเมืองเรดอนโดบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย

ความคืบหน้าล่าสุดระบบขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ Sentinel ของอเมริกา

ความคืบหน้าในครั้งนี้ สื่อต่างประเทศมองว่าเป็นการยืนยันความพร้อมเชิงโครงสร้างด้านสเปกฮาร์ดแวร์ก่อนเตรียมบินทดสอบครั้งแรก (First Flight Test) ในปี 2027 โดยขีปนาวุธรุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบเปิดที่เป็นโมดูลาร์ เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นแกนหลักในกองกำลังป้องปรามนิวเคลียร์ภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ทดแทนรุ่นเดิมอย่างมินิตแมน ทรี (Minuteman III)

การทดสอบระบบอะคูสติกร่วมกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์ ลิเวอร์มอร์ (Lawrence Livermore National Laboratory) ประสบความสำเร็จในการตรวจสอบโครงสร้างระบบนำวิถี (Guidance Structure) และโครงสร้างส่วนบรรทุกหัวรบกลับเข้าสู่บรรยากาศ (Reentry Structure) ว่ามีความทนทานสูงเพียงพอต่อแรงสั่นสะเทือนและคลื่นเสียงความถี่สูงที่เกิดขึ้นระหว่างการจุดระเบิดนำส่งจากไซโลใต้ดิน โดยบริษัทได้ลงทุนงบประมาณมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33.24 ล้านบาท ในการปรับปรุงศูนย์ทดสอบดังกล่าวจากระบบควบคุมอนาล็อกเดิมสู่ระบบดิจิทัลทั้งหมด


สเปกระบบขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ Sentinel ของอเมริกา

ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ระบุข้อมูลตัวระบบ ขีปนาวุธ LGM-35A Sentinel ว่าขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็งจำนวน 3 ท่อน ระยะยิงได้ไกลมากกว่า 6,000 ไมล์ หรือประมาณ 9,600 กิโลเมตร ทำความเร็วสูงสุดในช่วงสิ้นสุดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงท่อนสุดท้ายได้ 23 มัค (Mach 23) หรือประมาณ 24,140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ด้านเพดานการบินสูงสุด ตัวระบบสามารถไต่ระดับขึ้นไปโคจรในอวกาศที่ความสูงประมาณ 700 ไมล์ หรือประมาณ 1,120 กิโลเมตร เหนือพื้นผิวโลก ก่อนทำการปล่อยส่วนหัวรบกลับเข้าสู่บรรยากาศเพื่อโจมตีเป้าหมาย

ด้านการสั่งการระบบอาวุธ LGM-35A Sentinel จะเชื่อมต่อโครงข่ายไปยังศูนย์ควบคุมการยิงใต้ดินด้วยระบบสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งทางทหาร โดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุมการยิงจำนวน 2 นาย ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ตัวระบบจะบูรณาการเข้ากับสถาปัตยกรรมระบบสั่งการ ควบคุม และสื่อสารนิวเคลียร์ (NC3) รุ่นอัปเกรด เพื่อรับคำสั่งโดยตรงจากประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม 

โครงการจัดสร้างนี้ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 40,000 ตารางไมล์ หรือประมาณ 103,599 ตารางกิโลเมตร ในพื้นที่รัฐนอร์ทดาโคตา รัฐเนแบรสกา รัฐโคโลราโด รัฐไวโอมิง และรัฐมอนทานา รองรับการจัดส่งขีปนาวุธเข้าประจำการจำนวนทั้งสิ้น 400 ลำ

ภาพรวมและปัญหาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ Sentinel ของอเมริกา

แม้โครงสร้างจะผ่านการทดสอบตามกำหนดการ แต่ภาพรวมโครงการ LGM-35A Sentinel กำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ด้านโลจิสติกส์และงบประมาณที่อยู่ในภาวะตึงเครียด เนื่องจากขนาดทางกายภาพและอินเตอร์เฟซระบบไฟฟ้าของขีปนาวุธรุ่นใหม่ไม่สามารถติดตั้งร่วมกับไซโลใต้ดินเดิมของมินิตแมน ทรี ได้ 

ทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ จำเป็นต้องรื้อถอนและก่อสร้างไซโลคอนกรีตเสริมเหล็กใต้ดินจำนวนหลายร้อยแห่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยระบุเงื่อนไขว่ากระบวนการก่อสร้างจะต้องไม่ขัดจังหวะต่อภารกิจเตรียมพร้อมเฝ้าระวังนิวเคลียร์ (Nuclear Alert Posture) ของกองทัพในปัจจุบัน

นอกจากนี้ งบประมาณการจัดสร้างสะสมของโครงการได้บานปลายจากเดิมที่ประเมินไว้ 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.59 ล้านล้านบาท พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.16 ล้านล้านบาท 

การเพิ่มขึ้นของราคาที่สูงเกินเกณฑ์กำหนดนี้ส่งผลให้โครงการถูกจัดสถานะเข้าข่ายวิกฤต (Critical Status) จนต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายนันน์-แมคเคอร์ดี (Nunn-McCurdy Review) และจำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการเริ่มต้นขีดความสามารถปฏิบัติการขั้นต้น (IOC) จากเป้าหมายเดิมในปี 2029 ออกไปเป็นช่วงต้นของทศวรรษ 2030 แทน


ที่มาข้อมูล : Northrop Grumman, Wikipedia, U.S. Air Force

ที่มารูปภาพ : Northrop Grumman