เฟดถึงกับอึ้ง! คนยากจนในอเมริกา อดมื้อกินมื้อพุ่ง 2.5 เท่า แต่คนรวยไม่สะเทือน วิกฤตเหลื่อมล้ำ ย้ำภาพโลก 2 ขั้ว
วิกฤตคนอเมริกัน อดมื้อกินมื้อพุ่ง 2.5 เท่า เหลื่อมล้ำรุนแรง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพที่โลกเห็นจากสหรัฐอเมริกาคือเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นวอลล์สตรีททำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มีมูลค่าพุ่งทะยาน และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานทางประวัติศาสตร์
แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ กลับมีอีกด้านหนึ่งที่กำลังเผชิญวิกฤตอย่างเงียบ ๆ นั่นคือปัญหา "ความไม่มั่นคงทางอาหาร" หรือภาวะที่ประชาชนจำนวนมากไม่มีอาหารเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตในแต่ละเดือน
ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก หรือ New York Fed ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผ่านการสำรวจ Survey of Consumer Expectations ได้สร้างความตกใจให้กับนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก
เพราะผลการศึกษาพบว่า ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาปากท้องที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากต้องรับผลกระทบจากเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือในยุคโควิด-19
คนอเมริกันขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ในเวลาไม่ถึง 6 ปี
งานวิจัยดังกล่าวติดตามครัวเรือนอเมริกันกว่า 1,200 ครัวเรือนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปี 2569
ผลสำรวจล่าสุดพบว่า 10% ของครัวเรือนอเมริกันยอมรับว่า มีอาหารไม่เพียงพอสำหรับบริโภคในแต่ละเดือน
ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเพียง 4% ในปี 2563
หมายความว่า ภายในเวลาไม่ถึง 6 ปี จำนวนครัวเรือนที่เผชิญภาวะขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า
นักวิจัยของ New York Fed ถึงกับใช้คำว่า "Remarkable" หรือ "น่าตกใจอย่างยิ่ง" เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าปัญหาปากท้องกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมอเมริกัน แม้เศรษฐกิจมหภาคจะยังดูแข็งแกร่งก็ตาม
คนอเมริกันพึ่ง Food Bank และคูปองอาหารมากขึ้น
นอกจากปัญหาการมีอาหารไม่เพียงพอแล้ว งานวิจัยยังพบสัญญาณที่น่ากังวลอีกหลายด้าน
ประชาชนที่ต้องพึ่งพาอาหารบริจาคจาก Food Bank หรือคลังอาหารชุมชน เพิ่มขึ้นจาก 10.6% เป็น 15.8%
ขณะที่ผู้ได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการ SNAP หรือคูปองอาหารของรัฐบาลกลาง เพิ่มขึ้นจาก 10.6% เป็น 17.9%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐและองค์กรสาธารณกุศลมากขึ้น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เงินออมหมดเกลี้ยง คนอเมริกันกว่า 1 ใน 3 กำลังใช้เงินก้อนสุดท้าย
อีกหนึ่งตัวเลขที่สร้างความกังวลให้กับนักเศรษฐศาสตร์ คือ 36.8% ของครัวเรือนอเมริกันมีเงินออมฉุกเฉินเหลือน้อยมาก หรือแทบไม่เหลือเลย เพิ่มขึ้นจาก 21.8% ในปี 2563
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ชาวอเมริกันมากกว่า 1 ใน 3 กำลังใช้เงินสำรองก้อนสุดท้ายของชีวิต เพื่อจ่ายค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละวัน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีความเปราะบางทางการเงินมากขึ้น
เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการตกงาน เจ็บป่วย หรือเศรษฐกิจชะลอตัว พวกเขาอาจไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับรับมือ
ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดูดี แต่คนกลับลำบาก?
คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัย คือ หากชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังประสบปัญหาปากท้อง เหตุใดตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ จึงยังดูแข็งแกร่ง
คำตอบอยู่ที่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "เศรษฐกิจรูปตัว K"
ลักษณะของเศรษฐกิจรูปตัว K คือ กลุ่มประชากรแต่ละกลุ่มได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เท่ากัน
ขาบนของตัว K คือกลุ่มผู้มีรายได้สูง นักลงทุน และผู้ถือครองสินทรัพย์
คนกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่
แต่ขาล่างของตัว K คือกลุ่มรายได้น้อยและชนชั้นแรงงาน
แม้เงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอลง แต่ราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันยังอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนโควิดมาก
คนกลุ่มนี้ต้องนำรายได้เกือบทั้งหมดไปใช้กับค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าพลังงาน และค่ารักษาพยาบาล
ส่งผลให้คุณภาพชีวิตไม่ได้ดีขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลรายงาน
สรุปข่าว
วิกฤตคนอเมริกัน อดมื้อกินมื้อพุ่ง 2.5 เท่า เหลื่อมล้ำรุนแรง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพที่โลกเห็นจากสหรัฐอเมริกาคือเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นวอลล์สตรีททำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มีมูลค่าพุ่งทะยาน และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานทางประวัติศาสตร์
แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ กลับมีอีกด้านหนึ่งที่กำลังเผชิญวิกฤตอย่างเงียบ ๆ นั่นคือปัญหา "ความไม่มั่นคงทางอาหาร" หรือภาวะที่ประชาชนจำนวนมากไม่มีอาหารเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตในแต่ละเดือน
ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก หรือ New York Fed ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผ่านการสำรวจ Survey of Consumer Expectations ได้สร้างความตกใจให้กับนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก
เพราะผลการศึกษาพบว่า ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาปากท้องที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากต้องรับผลกระทบจากเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือในยุคโควิด-19
คนอเมริกันขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ในเวลาไม่ถึง 6 ปี
งานวิจัยดังกล่าวติดตามครัวเรือนอเมริกันกว่า 1,200 ครัวเรือนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปี 2569
ผลสำรวจล่าสุดพบว่า 10% ของครัวเรือนอเมริกันยอมรับว่า มีอาหารไม่เพียงพอสำหรับบริโภคในแต่ละเดือน
ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเพียง 4% ในปี 2563
หมายความว่า ภายในเวลาไม่ถึง 6 ปี จำนวนครัวเรือนที่เผชิญภาวะขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า
นักวิจัยของ New York Fed ถึงกับใช้คำว่า "Remarkable" หรือ "น่าตกใจอย่างยิ่ง" เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าปัญหาปากท้องกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมอเมริกัน แม้เศรษฐกิจมหภาคจะยังดูแข็งแกร่งก็ตาม
คนอเมริกันพึ่ง Food Bank และคูปองอาหารมากขึ้น
นอกจากปัญหาการมีอาหารไม่เพียงพอแล้ว งานวิจัยยังพบสัญญาณที่น่ากังวลอีกหลายด้าน
ประชาชนที่ต้องพึ่งพาอาหารบริจาคจาก Food Bank หรือคลังอาหารชุมชน เพิ่มขึ้นจาก 10.6% เป็น 15.8%
ขณะที่ผู้ได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการ SNAP หรือคูปองอาหารของรัฐบาลกลาง เพิ่มขึ้นจาก 10.6% เป็น 17.9%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐและองค์กรสาธารณกุศลมากขึ้น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เงินออมหมดเกลี้ยง คนอเมริกันกว่า 1 ใน 3 กำลังใช้เงินก้อนสุดท้าย
อีกหนึ่งตัวเลขที่สร้างความกังวลให้กับนักเศรษฐศาสตร์ คือ 36.8% ของครัวเรือนอเมริกันมีเงินออมฉุกเฉินเหลือน้อยมาก หรือแทบไม่เหลือเลย เพิ่มขึ้นจาก 21.8% ในปี 2563
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ชาวอเมริกันมากกว่า 1 ใน 3 กำลังใช้เงินสำรองก้อนสุดท้ายของชีวิต เพื่อจ่ายค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละวัน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีความเปราะบางทางการเงินมากขึ้น
เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการตกงาน เจ็บป่วย หรือเศรษฐกิจชะลอตัว พวกเขาอาจไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับรับมือ
ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดูดี แต่คนกลับลำบาก?
คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัย คือ หากชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังประสบปัญหาปากท้อง เหตุใดตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ จึงยังดูแข็งแกร่ง
คำตอบอยู่ที่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "เศรษฐกิจรูปตัว K"
ลักษณะของเศรษฐกิจรูปตัว K คือ กลุ่มประชากรแต่ละกลุ่มได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เท่ากัน
ขาบนของตัว K คือกลุ่มผู้มีรายได้สูง นักลงทุน และผู้ถือครองสินทรัพย์
คนกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่
แต่ขาล่างของตัว K คือกลุ่มรายได้น้อยและชนชั้นแรงงาน
แม้เงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอลง แต่ราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันยังอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนโควิดมาก
คนกลุ่มนี้ต้องนำรายได้เกือบทั้งหมดไปใช้กับค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าพลังงาน และค่ารักษาพยาบาล
ส่งผลให้คุณภาพชีวิตไม่ได้ดีขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลรายงาน
กลุ่มไหนได้รับผลกระทบหนักที่สุด?
รายงานของ New York Fed ระบุว่ามีกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน 3 กลุ่ม
1. ครัวเรือนรายได้น้อยและการศึกษาต่ำ
กลุ่มนี้มีเงินออมน้อย ไม่มีทรัพย์สินรองรับ และมีความสามารถในการรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจำกัด
เมื่อรายได้ไม่พอ ทางเลือกจึงไม่ใช่การลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลดปริมาณอาหารที่บริโภค
บางครอบครัวต้องลดจำนวนมื้ออาหาร หรืออดอาหารบางมื้อเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
2. ครัวเรือนที่มีเด็กเล็ก
ความไม่มั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มครอบครัวที่มีบุตร
ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งยอมลดปริมาณอาหารของตนเอง หรือข้ามมื้ออาหาร เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารเพียงพอ
นักวิจัยเตือนว่า ปัญหานี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว และกลายเป็นวิกฤตเงียบทางสังคม
3. ครัวเรือนที่ไม่ใช่คนผิวขาว
ข้อมูลพบว่าอัตราการขาดแคลนอาหารในกลุ่ม Nonwhite Households เพิ่มขึ้นจาก 4.5% ในปี 2563 เป็น 19.1% ในปี 2569
เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าในเวลาไม่ถึง 6 ปี
สะท้อนให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสหรัฐฯ
ผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือยุคโควิดสิ้นสุดลง
นักวิจัยของ New York Fed ชี้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง คือการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในยุคโควิด
ในช่วงปี 2563-2565 รัฐบาลสหรัฐฯ อัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนจำนวนมหาศาล ทั้งเช็คเยียวยา เงินช่วยเหลือครอบครัว และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในโครงการ SNAP
เมื่อมาตรการเหล่านี้สิ้นสุดลง ขณะที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ครัวเรือนรายได้น้อยจึงเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
นโยบายลดงบ SNAP เพิ่มแรงกดดันต่อคนจน
สถานการณ์ยิ่งถูกจับตาหนักขึ้น หลังรัฐบาลของ Donald Trump เดินหน้าปรับลดงบประมาณบางส่วนของโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการลดงบประมาณด้านสวัสดิการในช่วงที่ค่าครองชีพยังสูง อาจทำให้ครัวเรือนเปราะบางเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในอนาคต
แม้ฝ่ายสนับสนุนจะมองว่าเป็นการควบคุมงบประมาณภาครัฐ แต่ฝ่ายวิจารณ์กังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประชาชนหลายล้านคน
วิกฤตอาจยังไม่ถึงจุดต่ำสุด
สิ่งที่น่ากังวลคือ ข้อมูลของ New York Fed ส่วนใหญ่เก็บรวบรวมก่อนความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานรอบล่าสุด
ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ หรือ USDA ระบุว่า ราคาอาหารหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะผักสดและสินค้าเกษตรบางชนิด
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงมองว่า ความกดดันด้านค่าครองชีพอาจยังไม่สิ้นสุด และมีโอกาสที่ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไปในช่วงหลายปีข้างหน้า
บทสรุป: มหาอำนาจเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตความเหลื่อมล้ำ
กรณีของสหรัฐอเมริกากำลังสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน
ในขณะที่ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุด และบริษัทขนาดใหญ่สร้างผลกำไรเป็นประวัติการณ์ ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญกับปัญหาอาหารไม่พอกิน เงินออมร่อยหรอ และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
ตัวเลขครัวเรือนที่มีอาหารไม่เพียงพอเพิ่มจาก 4% เป็น 10% ภายในเวลาไม่ถึง 6 ปี จึงไม่ใช่เพียงสถิติธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าความเหลื่อมล้ำในสหรัฐฯ กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
และคำถามสำคัญที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย อาจต้องกลับมาทบทวนเช่นกัน คือ ในวันที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้น ประชาชนฐานรากได้รับประโยชน์จากการเติบโตนั้นมากน้อยเพียงใด หรือกำลังเผชิญกับ "เศรษฐกิจรูปตัว K" เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา
- งานวิจัยเฟด เผย "คนอเมริกัน" อดมื้อกินมื้อ พุ่งขึ้น 2.5 เท่า ในเวลาไม่ถึง 6 ปี
- AI เปลี่ยนร้านโชห่วย! “นกกระซิบ” วิเคราะห์ยอดขาย เช็กราคาหมู คำนวณกำไร ช่วยขอสินเชื่อได้
- สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ตั้งกองทุน มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ เร่งขีดความสามารถ AI-วิทยาศาสตร์
- เร่งดึงเศรษฐีเพื่อนบ้าน เที่ยวเมืองไทย ขายคอนเสิร์ต TPOP-KPOP-สุขภาพ
ที่มาข้อมูล : Federal Reserve Bank of New York (May 2026), CNN, CNBC, Fortune, The Hill, USDA (April 2026)
ที่มารูปภาพ : Flux2
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
