รู้จัก HIMARS จรวดหลายลำกล้องที่กองทัพบกไทย อาจสนใจซื้อจากอเมริกาในปีงบประมาณ 2570 นี้ ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
รู้จัก HIMARS จรวดหลายลำกล้องที่กองทัพบกไทย อาจสนใจซื้อจากอเมริกาในปีงบประมาณ 2570 นี้ ?

ทำความรู้จัก “HIMARS” (ไฮมาร์ส) ระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องของสหรัฐอเมริกาที่กำลังเป็นกระแสสำคัญ หลังจากที่มีข่าวลือว่ากองทัพบกไทย กำลังให้ความสนใจในการซื้อมาประจำการ หลังมีข่าวว่าเตรียมแผนการจัดหาระบบ HIMARS ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นี้

สรุปข่าว

ทำความรู้จัก "HIMARS" (M142) ระบบจรวดปืนใหญ่ความคล่องตัวสูงจากสหรัฐอเมริกา พร้อมเจาะลึกข้อมูลทางเทคนิค ความหลากหลายของระบบอาวุธนำวิถีระยะยิงไกลสุด 499 กิโลเมตร และข้อราคาจัดซื้อในอดีต หลังมีกระแสข่าวแผนการจัดหาของกองทัพบกไทยในปีงบประมาณ 2570

ทำความรู้จัก “HIMARS” (ไฮมาร์ส) ระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องของสหรัฐอเมริกาที่กำลังเป็นกระแสสำคัญ หลังจากที่มีข่าวลือว่ากองทัพบกไทย กำลังให้ความสนใจในการซื้อมาประจำการ หลังมีข่าวว่าเตรียมแผนการจัดหาระบบ HIMARS ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นี้

จุดเด่น HIMARS จรวดหลายลำกล้องของอเมริกา

HIMARS หรือระบบจรวดปืนใหญ่ความคล่องตัวสูง M142 (M142 High Mobility Artillery Rocket System) เป็นเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องซึ่งพัฒนาขึ้นในปลายทศวรรษที่ 1990 เพื่อใช้งานในกองทัพบกสหรัฐ ที่เป็นได้ทั้งระบบจรวดและปืนใหญ่อัตตาจรในตัวเอง

ระบบ HIMARS ประกอบไปด้วยฐานที่เป็นรถบรรทุก 6 ล้อ ขนาด 5 ตัน ตามมาตรฐานกองทัพบกสหรัฐอเมริกา (Family of Medium Tactical Vehicles: FMTV) กำลัง 330 แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุด 94 กิโลเมตร ระยะปฏิบัติการ (ไม่ใช่ระยะยิงของจรวด) ที่ 480 กิโลเมตร

หัวใจคือความหลากหลายของอาวุธที่ได้ยิงได้

แต่จุดเด่นสำคัญคือแท่นยิงจรวดซึ่งเลือกได้หลายรูปแบบตามมาตรฐานจรวดขนาด 227 มม. แบบ M270 MLRS ของสหรัฐอเมริกา ทั้ง GMLRS จรวดนำวิถีซึ่งจะยิงได้ครั้งละ 6 นัด หรือ ATACMS (Army Tactical Missile System) รวมถึงแบบ PrSM (Precision Strike Missile) ที่เป็นขีปนาวุธระดับยุทธศาสตร์ (Tactical Ballistic Missile) ทั้ง 2 แบบ 

ทำให้ HIMARS สามารถยิงอาวุธนำวิถี/ขีปนาวุธ ได้ตั้งแต่ระยะ 15 - 499 กิโลเมตร และทุกรุ่นมีจุดเด่นร่วมกันในการหลบหลีกเรดาร์ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ตัวแท่นยิงยังออกแบบมาให้สามารถขนส่งได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงผ่านเครื่องบินขนส่งทางทหารอย่าง C-130 Hercules ด้วยเช่นกัน ซึ่งสร้างความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายระดับยุทธศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

ภาพการลำเลียงระบบ HIMARS จากเครื่องบินขนส่งทางทหารในแคนาดา, ที่มา: Lockheed Martin

ข้อมูลทางเทคนิค HIMARS จรวดหลายลำกล้องของอเมริกา

  • เปิดตัวครั้งแรกในปี 2003 โดยใช้ฐานรถบรรทุก FMTV 

  • รถที่ใช้เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6.6 ลิตร 330 แรงม้า 

  • ระยะทางวิ่ง (Operational Range) 480 กิโลเมตร

  • อาวุธที่รองรับ (Main Armament) - เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งต่อ 1 ระบบ

    • 6 x MLRS 

    • 2 x PrSM

    • 1 x MGM-140 ATACMS

  • ระยะยิงหวังผล (Effective Range)

    • MLRS - M26 Series: 15 - 45 กิโลเมตร (แล้วแต่รุ่นย่อย)

    • GMLRS จรวดนำวิถีด้วยระบบ GPS/INS - M30,31 Series: 15 - 150+ กม. (แล้วแต่รุ่นย่อย)

    • GLSDB (ระบบจรวดพัฒนาร่วม Boeing x Saab): 150 กิโลเมตร

    • ขีปนาวุธนำวิถี ATACMS: 70 - 300 กิโลเมตร

    • ขีปนาวุธนำวิถี PrSM (ทดแทน ATACMS): 60 - 499 กิโลเมตร

  • ความแม่นยำ (Accuracy) 1 เมตร (GMLRS) และ 9 เมตร (ATACMS)

ราคาและผู้ใช้งานระบบ HIMARS

การจัดซื้อระบบ HIMARS จะมาในรูปแบบแพ็กเกจที่แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือส่วนระบบการยิง (ฐานยิงและแท่นยิง) กับส่วนจรวดทั้งแบบ GMLRS, ATACMS, หรือ PrSM (ที่มีเพียงสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียเป็นผู้ใช้งาน) 

จากข้อมูลในปี 2022 ราคาโดยประมาณสำหรับการส่งออก HIMARS จะอยู่ที่ระบบละ 19 - 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 625 - 658 ล้านบาท และจรวด M31ER GMLRS ที่มีระยะการยิงมากกว่า 150 กิโลเมตร ซึ่งมักเป็นตัวเลือกหลักในการจัดซื้อควบคู่กับ HIMARS จะมีราคาตกลูกละ 434,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14.3 ล้านบาท

ทั้งนี้ สำหรับขีปนาวุธ ATACMS และ PrSM จะมีราคาลูกละ 1.7 และ 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 56 และ 115 ล้านบาท ตามลำดับ และมักเป็นประเทศพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาที่ได้ใช้งาน เช่น ออสเตรเลีย (ได้ทั้ง 2 ประเภท) สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เกาหลีใต้ (เฉพาะ ATACMS) เป็นต้น

ปัจจุบันมีกองทัพที่ใช้งาน หรือกำลังจะใช้งานระบบ HIMARS รวมกว่า 12 กองทัพทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ออสโตเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย ยูเครน โมร็อกโก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน สวีเดน ไต้หวัน และสิงคโปร์

ที่มาข้อมูล : Army-Technology, Lockheed Martin, Wikipedia

ที่มารูปภาพ : U.S. Army via Wikipedia Commons