OpenAI เปิดตัว “Daybreak” ระบบ AI ไซเบอร์ซีเคียวริตี้เต็มรูปแบบ ท้าชน Anthropic ในศึกความปลอดภัยยุค AI

วันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่าน OpenAI ประกาศเปิดตัว “Daybreak” โครงการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) รุ่นใหม่ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแข่งขันโดยตรงกับ Project Glasswing และโมเดล Claude Mythos ของ Anthropic
สรุปข่าว
วันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่าน OpenAI ประกาศเปิดตัว “Daybreak” โครงการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) รุ่นใหม่ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแข่งขันโดยตรงกับ Project Glasswing และโมเดล Claude Mythos ของ Anthropic
โดยชูแนวคิดสำคัญว่าระบบความปลอดภัยควรถูกสร้างฝังไว้ตั้งแต่เริ่มพัฒนาซอฟต์แวร์ แทนที่จะรอค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ภายหลัง
Daybreak ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์ม AI ด้านความปลอดภัยแบบครบวงจร ที่ผสานโมเดล AI ขั้นสูงตระกูล GPT-5.5 เข้ากับระบบ Agentic อย่าง Codex เพื่อช่วยวิเคราะห์โค้ดและจัดการภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับอัตโนมัติ
จุดเด่นสำคัญของระบบ คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ฐานโค้ดขนาดใหญ่ ทำความเข้าใจการทำงานร่วมกันของระบบที่ซับซ้อน และลดเวลาการวิเคราะห์ปัญหาสำคัญจากหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที
โดย Codex จะเข้ามาช่วยในกระบวนการด้านความปลอดภัยหลายด้าน เช่น การตรวจสอบโค้ดอัตโนมัติก่อนนำขึ้นใช้งาน (Secure Code Review), การจำลองรูปแบบการโจมตี (Threat Modeling), การสร้างและทดสอบแพตช์แก้ไขช่องโหว่อัตโนมัติ (Patch Validation)
รวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงของไลบรารีจากภายนอก เพื่อป้องกันการโจมตีผ่านห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ (Supply Chain Attacks)
โดย OpenAI ยังออกแบบระบบการเข้าถึง Daybreak แบบแบ่งระดับ เพื่อควบคุมความปลอดภัยและการใช้งานอย่างเหมาะสม โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ GPT-5.5 เวอร์ชันมาตรฐานสำหรับงานทั่วไป, GPT-5.5 with Trusted Access for Cyber สำหรับงานเชิงรับด้านความปลอดภัย เช่น วิเคราะห์มัลแวร์และตรวจสอบแพตช์ และ GPT-5.5-Cyber ซึ่งเป็นเวอร์ชันเฉพาะทางสำหรับการทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing) และ Red Teaming ที่ต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ Daybreak คือ การลดปัญหา “Triage Fatigue” หรือภาวะที่ทีมรักษาความปลอดภัยต้องเผชิญกับการแจ้งเตือนจำนวนมหาศาล โดยให้ AI เข้ามาช่วยคัดกรอง วิเคราะห์ และจัดลำดับความสำคัญของภัยคุกคาม เพื่อให้มนุษย์สามารถโฟกัสกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น
บริษัท OpenAI ระบุว่า "ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Daybreak กับ Claude Mythos ของ Anthropic คือ Daybreak เน้นการสร้างระบบป้องกันตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ และติดตามต่อเนื่องตลอดวงจรการทำงาน ขณะที่ Mythos มุ่งเน้นการตรวจจับและลดผลกระทบของช่องโหว่ระดับวิกฤตในภาพรวมขนาดใหญ่เป็นหลัก"
ปัจจุบัน OpenAI เริ่มทำงานร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีและความปลอดภัยไซเบอร์รายใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Cloudflare, Cisco, CrowdStrike, Palo Alto Networks, Oracle และ Akamai เพื่อผลักดันการใช้งานระบบในระดับองค์กร
ด้าน เดน คนีชต์ (Dane Knecht) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Cloudflare ระบุว่า "Daybreak เป็นก้าวสำคัญของ AI ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ที่จะช่วยให้ทีมงานทำงานได้รวดเร็วขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม"
- Nuro ได้ไฟเขียวทดสอบ Lucid Gravity ไร้คนขับในแคลิฟอร์เนีย
- Meta ซื้อกิจการสตาร์ตอัปด้านหุ่นยนต์ ARI รุกหนักปูทางสู่การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์
- นิสสันพับแผนลงทุนโรงงาน EV ในสหรัฐฯ มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ หันลุยตลาดรถไฮบริดและสันดาปแทน
- เปิดตัว TI-84 Evo เครื่องคิดเลขยุคใหม่ในร่างออฟไลน์เต็มรูปแบบ
- OpenAI ถูกสอบสวน หลังคนร้ายใช้เป็นที่ปรึกษาก่อนก่อเหตุกราดยิง
ที่มาข้อมูล : OpenAI, Engadget
ที่มารูปภาพ : OpenAI, Engadget
