นายกฯ กล่าวเปิดหลักสูตร วปอ. รุ่น 69 ชูความมั่นคงชาติทุกมิติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “บทบาทของภาครัฐ ภาคเอกชน และการเมือง ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” โดยระบุว่า ความมั่นคงของชาติในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการทหาร แต่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม อาหาร สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และพลังงาน ซึ่งทุกด้านล้วนส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากประสบการณ์ในฐานะศิษย์เก่า วปอ. ได้นำความรู้และเครือข่ายจากหลักสูตรมาประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยหลักสูตรนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งเครือข่ายกว่า 300 คน สามารถต่อยอดความร่วมมือและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้
นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการยกระดับความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก ขณะที่สถานการณ์โลกสะท้อนให้เห็นว่าอาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญไม่แพ้พลังงาน รัฐบาลจึงต้องผลักดันการผลิต การแปรรูป และอุตสาหกรรมอาหารอย่างครบวงจร ทั้งข้าว ผลไม้ เนื้อสัตว์ และพืชผัก พร้อมเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืน รวมถึงเพิ่มรายได้และโอกาสให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ใช่รอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
สรุปข่าว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “บทบาทของภาครัฐ ภาคเอกชน และการเมือง ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” โดยระบุว่า ความมั่นคงของชาติในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการทหาร แต่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม อาหาร สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และพลังงาน ซึ่งทุกด้านล้วนส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากประสบการณ์ในฐานะศิษย์เก่า วปอ. ได้นำความรู้และเครือข่ายจากหลักสูตรมาประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยหลักสูตรนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งเครือข่ายกว่า 300 คน สามารถต่อยอดความร่วมมือและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้
นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการยกระดับความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก ขณะที่สถานการณ์โลกสะท้อนให้เห็นว่าอาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญไม่แพ้พลังงาน รัฐบาลจึงต้องผลักดันการผลิต การแปรรูป และอุตสาหกรรมอาหารอย่างครบวงจร ทั้งข้าว ผลไม้ เนื้อสัตว์ และพืชผัก พร้อมเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืน รวมถึงเพิ่มรายได้และโอกาสให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ใช่รอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านการลงทุนและโลจิสติกส์ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ รวมถึงความมั่นคงด้านไฟฟ้าและพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าไปยังภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวน
นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ประเทศไทยได้รับการปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือจาก Negative Outlook เป็น Positive Outlook สะท้อนมุมมองต่อเสถียรภาพและศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านการบริหาร เศรษฐกิจ และการเพิ่มผลผลิต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พัฒนาทักษะแรงงาน และดึงดูดการลงทุนที่นำเทคโนโลยีเข้ามาถ่ายทอดให้คนไทย
ส่วนด้านสาธารณสุข ต้องสร้างระบบส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ให้สามารถดูแลตนเองและมีรายได้ให้นานที่สุด เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และเปิดโอกาสให้นำงบประมาณไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับด้านพลังงาน รัฐบาลมุ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B20 เพื่อเพิ่มการใช้ผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศ ลดการนำเข้าน้ำมัน และสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมระบุว่าหากลดการใช้น้ำมันดีเซลลงได้ร้อยละ 20 จะช่วยลดภาระการนำเข้าได้ถึงปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงเสถียรภาพการบริหารราชการแผ่นดินว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่มีคำว่าแบ่งพรรคแบ่งพวก แต่เป็นทีมเดียวกัน ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ โดยทุกกระทรวงต้องสนับสนุนและประสานงานกัน ขณะที่ข้าราชการประจำต้องทำงานตามหน้าที่ ไม่แบ่งสายหรือแบ่งกลุ่มว่าเป็นคนของใคร แต่ต้องยึดภารกิจและประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก พร้อมย้ำว่าการทำงานร่วมกันในลักษณะทีมไทยแลนด์เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานของรัฐบาลสามารถสะท้อนผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ ทั้งมูลค่าการส่งออกที่เติบโตมากกว่าร้อยละ 20 การลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น การจัดเก็บภาษีที่สูงขึ้น รวมถึงราคาสินค้าเกษตรสำคัญอย่างข้าว มันสำปะหลัง และยางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วน
นายอนุทินยืนยันว่า ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่จะสร้างความเข้มแข็งได้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคง พร้อมระบุว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง และจะไม่ดำเนินการใดที่ผิดกฎหมายหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้นักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 69 นำความรู้และประสบการณ์จากบุคลากรหลากหลายภาคส่วนมาผสมผสานเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ พร้อมเสนอแนวคิดและนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล โดยตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้จริงและต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชิญนักศึกษาเข้าศึกษาดูงานที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้การบริหารราชการแผ่นดินร่วมกัน
- นายกฯ ชูแนวคิด “Reinvent Thailand” ยกเครื่องประเทศไทย 3 ด้าน
- นายกฯ สั่งรับมือภัยไซเบอร์ หลังยุโรปถูกโจมตีระบบตู้แช่สินค้า
- นายกฯ สั่งเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ หลังตู้แช่สินค้าในยุโรปถูกแฮก
- ครม. สัญจรอุดรธานี ชูเสน่ห์ “ผ้าหมี่ขิด” สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่น
- นายกฯ แจ้งเมียนมาระวังสู้รบกระทบไทย กำชับกองทัพเลี่ยงปะทะ
อดีตนักข่าวการเมืองภาคสนาม ติ่งเกาหลีที่ชอบดูฟุตบอล เป็นสายมูและทาสแมว
